16 วิธีขับรถให้ประหยัดน้ำมัน

นับวันค่าครองชีพก็สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ภาระทางการเงินที่ต้องแบกรับก็มีมากตามไปด้วย ซึ่งภาระที่หลายท่านรู้สึกว่าแพงนั้นคือค่าใช้จ่ายทางด้านเชื้อเพลิงไม่ว่าจะเป็นรถใช้น้ำมัน หรือว่าแก๊สที่กำลังโดยปล่อยลอยตัว ขึ้นราคากก.ละ 50 สตางค์ไปอีก 10 เดือนตามราคาตลาดโลก ที่ตอนนี้มีราคาประมาณ 18 บาทกว่า ๆ เมื่อรู้อย่างนี้เรามาปรับนิสัยการขับรถกันสักหน่อยเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่ม ทำให้คุณมีเงินใช้จ่ายได้คล่องขึ้น เอาละมาดูกันเลยว่าขับรถอย่างไรให้ประหยัด อย่าขับรถเร็ว การขับรถเร็วในการใช้รถทางไกล จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ในกรณีที่ท่านขับรถที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. ท่านจะประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องรีบออกตัวเร็ว อย่าออกรถเร็วแบบรถแข่งการออกรถเร็วอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่าง ๆ More »

รู้รักษารถ…ในยามฝนพรำ

ย่างเข้าหน้าฝนคนมีรถคงกลุ้มใจกับปัญหามากมายที่อาจตามมา ฉบับนี้ Lisa มีข้อควรรู้ ให้สาวๆ นำไปใช้ดูแลรถในหน้าฝน มาฝากกันค่ะ 1. ตรวจเช็คความพร้อม ของที่ปัดน้ำฝนและยางรีดน้ำว่ายังใช้การได้คืออยู่หรือไม่ 2. สำรวจระบบไฟ ทั้งไฟหน้า-ท้าย ไฟเลี้ยว ไฟกะพริบ ไฟถอยหลัง เวลาฝนตกหนักไฟเหล่านี้จะช่วยเราได้ 3. หมั่นเติมน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน หากฝนตกหนักช่วงกลางคืนรถจะใช้กระแสไฟฟ้ามาก แบตเตอรี่อาจจะอ่อนลงได้ 4. เติมลมให้พอดีและตรวจยางทั้ง 4 เส้นให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ หากพบว่าดอกยางสึกมาก ควรเปลี่ยนใหม่ เวลาฝนตกถนนจะลื่นมาก หากยางไม่ดีรถจะไม่ยึดเกาะถนน เตรียมยางอะไหล่ไว้เผื่อฉุกเฉินด้วย 5 . More »

สุดยอดรถยนต์ดีไซน์สุดคลาสสิกจาก BMW

สุดยอดรถยนต์ดีไซน์สุดคลาสสิกจาก BMW ถ้าพูดถึงบริษัทรถยนต์ตรากังหันสีฟ้าอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงหนึ่งในสุดยอดผู้ผลิตยานยนต์สมรรถนะดีเยี่ยม ดีไซน์เร้าใจ ซึ่งถือเป็นรถในฝันของใครหลายคนเลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่าค่ายรถจากประเทศเยอรมนีเริ่มผลิตรถยนต์มาเกือบร้อยปีแล้ว และได้สร้างสรรค์ยนตกรรมที่เป็นต้นแบบของรถยนต์ทั่วโลกออกมาเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ดังนั้นกระปุกดอทคอมเลยขออาสาพาคุณ ย้อนไปดูบรรดายอดรถที่คัดมาแล้วว่าคลาสสิกที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยูจากเว็บไซต์ dmarge.com มาให้ได้ชมกันแล้วคะ BMW 3/15 รุ่นปี 1928 นี่คือรถยนต์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยูที่จำหน่ายเชิงพาณิชย์ สร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1927 ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 797 ซีซี กำลัง 15 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดา 3 สปีด ซึ่งสิ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้อยู่ในความสนใจคงอยู่ที่ดีไซน์การออกแบบของตัวรถที่ดูสวยงามเตะตาคนที่ผ่านมาพบเห็นนั่นเอง และแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ความคลาสสิกของมันก็ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจคนไม่เสื่อมคลาย More »

แจ่ม! โตโยต้ารับจองคราวน์รุ่นพิเศษสีชมพูสดทั้งคัน

  เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัวรถยนต์โตโยต้า คราวน์ (Toyota Crown) รุ่นพิเศษที่จะผลิตจำนวนจำกัดตามออเดอร์เท่านั้น โดยมาพร้อมกับตัวถังสีชมพูสดทั้งคัน ซึ่งทางโตโยต้าประเทศญี่ปุ่นจะทำการเปิดรับจองรุ่นพิเศษนี้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2013 หรือราวหนึ่งเดือนพอดิบพอดี รถโตโยต้าคราวน์รุ่นพิเศษนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญการตลาดอันแหวกแนวและท้าทายของโตโยต้าประเทศญี่ปุ่นเอง ที่ได้เปิดแถลงไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว โดยรุ่นย่อยที่จะนำมาให้จับจองกันนั่นคือ รุ่น Athlete G (ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด ขับเคลื่อนสองล้อ) และ Athlete G iFour More »

Thailand first of nissan presea… ” presilvia s14 “

ตัวรถเป็น nissan presea r11 ได้ทำการ faceoff เป็น s14 เป็นความแปลกใหม่ในวงการรถบ้านเรา โดยที่เจ้าของไม่ได้ต้องการอ้างอิงหรือยึดติดกับ style ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเจ้าของยึดถือตามความเหมาะสม และ ความชอบของตัวเอง ทำให้ผมคิดว่าภาพรวมที่ออกมา เป็นความแปลกใหม่ ที่ลงตัว เชิญชมภาพกันได้เลย   ที่มา : rcw.ms More »

“หลับใน“ เรื่องอันตราย ในการขับขี่

ทุกวันนี้ที่การทำงานของพวกเราต่างสร้างความเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อยๆนั้น ทำให้เราได้ยินคำว่า “หลับใน” บ่อยมากยิ่งขึ้น และ ล่าสุดกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิก เมื่อพระเอกหนุ่มชื่อดังของประเทศ เวียร์ ศุกลวัตน์ หลับในกลางกรุง จนเกิดอุบัติเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากความประมาท

แน่นอน..ความประมาท เป็นบ่อเกิดอุบัติเหตุและในครั้งนี้คงเป้นที่จดจำของพระเอกหนุ่มไปอีกแสนนาน ทว่าอาการหลับในที่เกิดขึ้นจนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้นั้น เป็นเรื่องที่หลายคนไม่คาดคิด โดยเฉพาะหนุ่ม-สาวที่ชอบ Work Hard-Play Hard

อาการหลับในนั้น เป็นอาการหนึ่งของความเหนื่อยล้าที่เราสามารถรู้สึกได้และมันมีสัญญาณ ก่อนหน้า ที่บ่งบอกว่าร่างกายอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก และต้องการพักผ่อนเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การทำงานหรือกิจกรรมใดที่ใช้เรี่ยวแรง หรือก่อให้เกิดความเครียดเป็นพิเศษนั้น จะทำให้ร่างกายต้องการพักผ่อนเร้วยิ่งขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเมื่อคุณต้องการพักผ่อน แน่นอนวิธีที่ดีสุด คือการนอน และร่างกายเราก็ไม่รู้จักวิธีอื่น ที่ทำให้มันสดชื่น จึงเป็นที่มาของอาการหลับใน ที่เป็นอันตรายอาจจะถึงชีวิตเลยทีเดียว

อาการหลับในนั้น โดยมากจะเกิดขึ้น เมื่อคุณขาดการพักผ่อนอย่างต่อเนื่อง และมีอาการเหนื่อยล้าระหว่างวันรวมอยู่ด้วย ทำให้เราอาจจะรู้สึกไม่สดชื่นระหว่างวัน และเมื่อใดก็ตามที่มีสถานที่หรืออยุ่ในที่เงียบๆ เป็นระยะเวลานาน ร่างกายก็จะปิดตัวเองลงชั่วคราว และเป็นอาการหลับในนั่นเอง

ตามปกติแล้วใน 1 วัน เราควรนอนหลับ อย่างน้อย 5 ชั่วโมง และถ้าจะให้ดีสุดก็ประมาณ 8- 10 ชั่วโมง เราจึงจะตื่นขึ้นมาพร้อมความสดชื่น แต่แน่นนอน เราสามารถหลีกเลี่ยงอาการหลับใดได้และ เรามีวิธีมาฝากกัน

1. นอนให้พอ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการนอน ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพักผ่อนของมนุษย์ และถ้าหากไม่อยากหลับในต้องนอนให้พอ การนอนนั้น หมายถึงเรานอนบนที่นอน ซึ่งควรจะพักผ่อน 10 ชั่วโมงเต็ม โดยที่คุณต้องมีการนอนติดต่อกัน 2-3 คืนเป็นอย่างน้อย และเมื่อเรามีการนอนน้อยกว่าปกติคืนละ 2 ชั่วโมง ร่างกายเราก็จะทวงหนีการนอน โดยสมองจะมีสมรรถนะและทำงานช้าลง และมีการวูบหลับช่วงสั้น และหนักมากอาจเป็นอาการหลับในได้

2.นั่งในท่านั่งที่ถูกต้อง อาการง่วงนอนจนหลับในนั่น ส่วนหนึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากท่านั่งในการขับขี่ ที่คนจำนวนมากมักจะชอบเอาความสบายเข้าว่า ออกอาการกึ่งนอนขับรถ …การนั่งในท่าทางที่ผิดนั้น ทำให้เราก่อให้เกิดอาการง่วงนอนได้มากในช่วงขณะขับขี่ โดยเฉพาะเวลาเสี่ยง 12.00-07.00 น. และช่วงบ่ายหลังอาหารเที่ยง เพราะฉะนั้น ถ้าคุณต้องขับรถควรปรับเปลี่ยนท่านั่งขับขี่ให้ถูกต้อง จะอาการหลับในได้

3. น้ำและกาแฟช่วยได้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า กาเฟอีน ที่อยู่ในกาแฟ เป็นตัวกันง่วงที่ดีที่สุด และบางคนก็ติดกาแฟงอมแงม เพราะคิดว่ามันจัช่วยกันง่วงได้ไม่มากก้น้อย การดื่มกาแฟนั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่ผลข้างเคียงคือมันจะทำให้คุณตาค้าง และประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน การทานกาแฟ ควรทานแต่พอดีอย่าหักโหม เพราะอาการหลับในจะเกิดขึ้นได้ฉับพลันเช่นกันถ้าคุณทานมันมากไป

เช่นเดียวกับน้ำคนจำนวนมากรอให้ตัวเองกระหายน้ำดื่มก่อนที่แวะปั้มหาซื้อน้ำทาน การนั่งเป้นระยะเวลานานๆ นั้นจะมีโอกาสสูงที่จะเป็คเส้นเลือดดำอุดตัน ซึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการอ่อนเพลียและช่วยส่งเสริมการหลับในได้ ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดคือ ดื่มน้ำบ่อยๆขณะขับรถจะสามารถช่วยได้ไม่มากก็น้อย

4. งีบหลับ ถ้าหากคุณมีอาการเพลียมากๆ จนง่วง การจอดนอน เป็นทางที่ดีสุด แต่อย่างติดเครื่องนอนล่ะ นั่นก็อาจทำให้คุณตายได้ง่ายๆ เช่นกัน การนอนหลับในรถควรทำเป้นช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้ร่างกายคุณผละจากความเหนื่อยล้า ประมาณสัก 30 นาที อย่านานกว่านั้น เพราะ เมื่อคุณนอนนานกว่านั้น ร่างกายจะหลับจริง และทำให้เวลาตื่นมาขับต่อแล้วไม่สดชื่น

 

4 วิธีที่กล่าวมานั้น สามารถช่วยป้องกันคุณๆหลับในได้ โดยเฉพาะใครที่เตรียมออกเดินทางในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ยังไงก็ขอให้ขับรถปลอดภัยกันทุกคนครับ

 

 

 

เรื่องควรรู้ เมื่อ “มือใหม่“ ออกถนน

ตั้งแต่มีโครงการรถคันแรกเข้ามาในบ้านเรา สิ่งที่หลายคนคงจะสังเกตได้ คือความวุ่นวายของการจราจร ที่ทวีเพิ่มสุงขึ้นเป็นเงาตามตัว ด้วยคนจำนวนมากอาจจะไม่พอใจต่อระบบขนส่งมวลชน แต่สิ่งที่ตามมาไม่แพ้กันคือมือใหม่บนถนน ที่เพิ่มจำนวนดีดตัวสูงขึ้นแบบมากมายในช่วงปีที่ผ่านมา และนำมาสู่ความวุ่นวาย จนบริษัทประกันเล็งจะปรับค่าสินไหมเพิ่มขึ้นในช่วงปีนี้

การขับขี่ของมือใหม่ เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก ยิ่งกับการออกสู่ถนนครั้งแรกของพวกเขา แม้การฝึกหัดโดยอาจารย์ฝึกสอนขับรถ จะช่วยให้หลายคนมั่นใจในมือตัวเองมากยิ่งขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มือใหม่ ก็คือมือใหม่อยู่ดี และ ถ้าวันนี้คุณคือคนที่กำลังเพิ่งหัดขับรถและพร้อมแล้วกับขับขี่ และ อยากจะออกสู่ถนน เรามีเรื่องที่จะมาแนะนำในการขับขี่ ที่ควรทราบก่อนจะออกผจญโลกแห่งความเป็นจริงที่วุ่นวาย ที่เรียกว่า “ถนน”

1.     อย่าบอกว่าเป็นมือใหม่ หลายคนคิดว่าการติดสติ๊กเกอร์ มือใหม่หัดขับ… หรือสร้างสัญญะว่า “มือใหม่หัดขับ” จะช่วยให้หลายคนหลีกเลี่ยงและลดพฤติกรรมเสี่ยงที่เกิดจากตัวเองในการกระทำความผิดบนถนนได้ ที่จริงแล้วมันไม่ได้ช่วยอะไรอย่างที่คิดมาก แถมการบอกให้คนอื่นรู้อาจจะเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่กลับกันมันจะทำให้คุณไม่รู้จักสังคมถนนที่แท้จริงและทำให้ต้องใช้เวลามากในการปรับตัว

2.     หาคนไปด้วย คงจะต้องบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญในการขับขี่ออกถนนครั้งแรก คือหาคนที่มีความชำนาญในการขับขี่ไปด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงคือหลายคนหลีกเลี่ยง แต่ที่จริงมือใหม่ต้องการคนที่นั่งไปเป็นเพื่อน ซึ่งจะช่วยให้ลดความกังวลในกรณีฉุกเฉินและช่วยให้มั่นใจยิ่งขึ้นในการขับขี่

3.     เรียนรู้มารยาท หลายครั้งที่โรงเรียนสอนแต่กฏหมายจราจร สัญญาณ บลา…บลา…บลา แต่ที่พวกเขาแทบไม่เคยสอน หรือสอนน้อยมาก คือ มารยาทในการขับขี่รถ ซึ่งเป็นเรื่องจริยธรรมในการขับขี่ที่ไม่มีในแง่กฏหมายจราจร เรื่องมารยาทนั้นมีมากมาย แต่มือใหม่ทั้งหลายสามารถสังเกตได้ บางเรื่องเช่น การขับช้า ควรจะชิดซ้าย ,หรือจะเป็นการให้สัญญาณทุกครั้งที่จะเลี้ยวรถ ถือเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาให้ดี คุณอาจจะขับไปศึกษาไปก็ได้ หรือลองอ่านตามสังคมออนไลน์ ตามเว็บบอร์ด แต่เมื่อรู้แล้วควรจะนำมาใช้ไม่ใช่ละเลยมัน เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

4.     ใช้สัญญาณเตือน … ด้วยความเป็นมือใหม่ หลายคนมองว่าเราควรจะขับนิ่งๆไปเรื่อยๆ อย่าไปเถียงยุ่งกับคนอื่นเป็นความคิดที่ดี แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะการใช้สัญญาณเตือนไม่ว่า แตร หรือการกระพริบไฟ ก็ช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้ไม่มากก็น้อย

5.     อย่าขับจี้เกินไป ในช่วงที่ขับรถแรกๆ ทางที่ดีคุณควรจะขับรถให้ห่างเขาไว้ โดยกะระยะให้ห่างจากคันหน้า 2 วินาที ส่วนหนึ่ง มันจะทำให้คุณปลอดภัยจากเพื่อนร่วมทางมากขึ้น หากเขาต้องเบรกกะทันหันในระหว่างที่คุณขับขี่

6.     ห้ามขับกลางคืนและช่วงฝนตก ในช่วงแรกของการขับขี่บนถนนมัน 2 สถานการณ์ที่ควรหลีกเลี่ยงไปก่อนที่คุณจะมีความชาญในการขับขี่มากขึ้น ข้อแรกคือการขับรถกลางคืน เพราการขับรถกลางคืนจะมีความแตกต่างจากกลางคัน คนหลายคนจะมีการเคารพกฏจราจรน้อยลง ทำให้มีอันตรายมากยิ่งขึ้น ส่วนอีกสถานการณ์นั้นคือในเวลาฝนตก เนื่องจากถนนที่ลื่นและทัศนวิสัยที่ไม่ดี อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ถ้าคุณยังควบคุมรถได้ไม่ดีเท่าที่ควร

 

ทั้ง 6 ข้อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่คุณจะต้องเรียนรู้เมื่อออกถนนครั้งแรกๆ และแม้คุณสามารถขับรถได้ แต่การขับรถอย่างรับผิดชอบด้วยความปลอดภัยสูงสุด ถือเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติเพื่อรักษาตัวรอดจากการเกิดอุบัติเหตุ

 

 

 

 

 

น้ำมันเครื่องสำคัญแค่ไหน ??

สิ่งที่เราต้องเปลี่ยนบ่อยที่สุดในอายุการใช้งานของรถยนต์คันหนึ่ง สิ่งนั้นคือน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ที่ผมอยากจะกล่าวถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าลูกค้าที่เข้ามาเปลี่ยนน้ำมัน เครื่องที่ศูนย์บริการของเรามักจะไม่แน่ใจว่าจะเลือกน้ำมันเครื่องอย่างไรดี ส่วนใหญ่นั้นมักจะเลือกจากยี่ห้อเป็นหลัก ซึ่งทำให้น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์บางยี่ห้อที่มีคุณภาพดีๆถูกมองข้ามไป อย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะยี่ห้อของคนไทยเอง เริ่มด้วยการอธิบายหน้าที่ของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์กันก่อนนะครับ
1. หน้าที่ในการหล่อลื่น
โดยน้ำมันหล่อลื่นจะเคลือบชิ้นส่วนโลหะในเครื่องยนต์ในลักษณะเป็นฟิล์ม เคลือบอยู่ที่ผิวโลหะ เพื่อช่วยลดการสัมผัสกันโดยตรงของชิ้นส่วนโลหะ โดยความหนาของฟิล์มนั้นขึ้นอยู่กับความหนืดของน้ำมันเครื่อง

2. หน้าที่ในการระบายความร้อน
ในช่วงที่เครื่องยนต์กำลังทำงานนั้นจะเกิดความร้อนขึ้นบริเวณรอบๆฝาสูบ รอบๆกระบอกสูบ ลูกสูบ ข้อเหวี่ยงและ ชิ้นส่วนภายในต่างๆ ปั๊มน้ำมันเครื่องจะส่งน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ เมื่อน้ำมันเครื่องไหลกลับก็จะพาเอา ความร้อนกลับลงไปสู่อ่างน้ำมันเครื่องด้วย จึงเป็นการระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์อีกทางหนึ่ง

3. หน้าที่ในการป้องกันสนิมและการกัดกร่อน
การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความชื้นและไอน้ำ เป็นสาเหตุให้เกิดสนิมกับชิ้นส่วนต่างๆ ขณะเดียวกัน  การเผาไหม้เชื้อเพลิงก็ทำให้เกิดกรดกำมะถัน ซึ่งสามารถกัดกร่อนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ให้สึกหรอได้ น้ำมันเครื่องมีหน้าที่ทำให้ไอน้ำและกรดกำมะถันเจือจางลงซึ่งช่วยป้องกัน สนิมและการกัดกร่อนได้

4. หน้าที่ในการป้องกันการรั่วของกำลังอัด
น้ำมันเครื่องที่มีลักษณะเป็นฟิล์มจะช่วยเคลือบผนังกระบอกสูบ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการรั่วของกำลังอัดภายใน
กระบอกสูบที่จะไหลผ่านระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบลงสู่ห้องแคร้งของเครื่องยนต์

5. หน้าที่ในการทำความสะอาด
การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดเขม่าและผงโลหะ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันภายในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้
เพราะฉะนั้นน้ำมันเครื่องมีหน้าที่ชะล้างเขม่าและป้องกันการรวมตัวกันของผงโลหะที่อาจทำให้เกิดการอุดตันได้

ความสำคัญกับการเลือกน้ำมันเครื่อง พอจะแนะวิธีการเลือกใช้น้ำมันเครื่องในเบื้องต้นดังนี้

1. เลือกจากชนิดของน้ำมันเครื่อง คือการเลือกโดยดูจากพื้นฐานของน้ำมันเครื่องว่าเป็นชนิดไหน ซึ่งจะมีผลกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่อง โดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 3 ชนิด ดังนี้
1.1 น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา
1.2 น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์
1.3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์

โดยข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดนี้ก็คือโครงสร้างของโมเลกุลในตัวน้ำมันเครื่องที่มีการยึดตัวเกาะกัน
โดยการยึดตัวของอะตอมที่ต่างกันทำให้น้ำมันเครื่องสามารถคงความหนืดและ ลักษณะการเป็นฟิล์มได้นานต่างกัน  สรุปง่ายๆว่าข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดก็คือระยะเวลาในการ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นเอง

โดยระยะเวลาของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้นอาจแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับ ลักษณะการใช้รถยนต์ของแต่ละท่าน เช่น บางท่านอาจวิ่งทางไกลอย่างเดียวซึ่งไม่ค่อยพบกับการจราจรที่ติดขัด ระยะเลขกิโลเมตรที่หน้าปัทม์ของรถท่านก็อาจตรงกับระยะทางที่ท่านวิ่งจริงๆ  ท่านสามารถเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามที่กำหนดไว้หรือมากกว่าได้ แต่ผู้ที่พบการจราจรที่ติดขัดอยู่เป็นประจำ แม้รถของท่านจะไม่ได้วิ่งแต่เครื่องยนต์ของก็ทำงานตลอดเวลา จึงควรจะเปลี่ยนเร็วกว่าที่กำหนดไว้สักนิด

2. เลือกจากเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง คือการเลือกโดยดูจากเกรดคุณภาพที่เกิดจากการทดสอบคุณสมบัติด้านต่างๆของ น้ำมันเครื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพและประสิทธิภาพเกือบทุกด้านของน้ำมันเครื่อง โดยสถาบันที่ได้รับการยอมรับจากผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลกให้เป็นผู้ทดสอบคือ สถาบัน API ที่ย่อมาจาก AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE โดยAPI จะแบ่งเกรดคุณภาพเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซินซึ่งตามหลังอักษรย่อ API โดยจะใช้ตัวอักษร S
(STATION SERVICE-SPARK IGNITION) นำหน้าตัวอักษรย่อที่บ่งบอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องซึ่งเริ่มจากตัวอักษร A ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพต่ำสุดจากนั้นจึงไล่ตามตัวอักษรไปเรื่อยๆ  คือ B, C, D, E, F, G, H,J และ Lเช่น API SG, API SJ, API SL  และ API SM  ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน เราสามารถดูเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่แสดงไว้บนฉลากข้างแกลลอน

กลุ่มที่ 2 คือเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งตามหลังอักษรย่อ API โดยจะใช้ตัวอักษร C (COMMERCIAL SERVICE-COMPRESSION IGNITION) นำหน้าตัวอักษรย่อ ที่บ่งบอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องซึ่งเริ่มจากตัวอักษร A ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพต่ำสุดจากนั้นจึงไล่ตามตัว  อักษรไปเรื่อยๆคือ B, C,D, E, F, G, Hและ I เช่น API CF, API CG-4, API CH-4และ API CI-4  (เลข 4 ที่ตามหลังหมายถึง เน้นใช้สำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ)

ตามความเป็นจริงแล้วทั้งน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ ดีเซลนั้น สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลได้ แต่จะมีความเหมาะสมกับเครื่องยนต์แต่ละชนิดต่างกัน หากน้ำมันเครื่องชนิดไหนที่เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซิน ทางสถาบัน API จะนำเกรดคุณภาพที่เหมาะสมมา ไว้ข้างหน้าเช่น น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์เบนซินจะมีเกรดคุณภาพดังนี้ API SL/CF หรือน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ดีเซลก็จะมีเกรดคุณภาพดังนี้ API CH-4/SJ ซึ่งหมายความว่าเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องดีเซลชนิดนี้เทียบเท่ากับเกรด คุณภาพของน้ำมันเครื่องเบนซินในเกรดคุณภาพ SJ นั่นเอง ส่วนที่แตกต่างกันของน้ำมันเครื่องทั้ง 2 เกรดคุณภาพคือ ส่วนประกอบอื่นๆของน้ำมันเครื่องเช่นสารเพิ่มคุณภาพ (ADDITIVES) ซึ่งเหมาะกับเครื่องยนต์ที่ต่างชนิดกัน ในปัจจุบันผมแนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพสูงสุดหรือใกล้เคียงเกรด คุณภาพสูงสุดอยู่เสมอ ถึงแม้ราคาจะแพงกว่าเกรดที่ต่ำกว่าแต่ก็คุ้มค่ากว่าเช่นกัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคาของน้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ ต่ำกับเกรดคุณภาพสูงสุดนั้นราคาก็ต่างกันไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง

3. เลือกจากเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่อง ความหนืดของน้ำมันเครื่องจะเกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียน ของน้ำมันเครื่อง ซึ่งเกรดความหนืด คืออัตราการไหลของปริมาณต่อขนาดและความยาวของรู ต่อหน่วยเวลา ณ อุณหภูมิหนึ่ง เช่น น้ำมัน 60 ซี.ซี ไหลผ่านรูขนาด 12.25 มิลลิเมตร ณ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส  ส่วนหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในการวัดเกรดความหนืดก็คือสมาคม วิศวกรรมยานยนต์หรือ SAE (SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS) โดยเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องจะแสดงเป็นอักษรย่อ SAE แล้วตามด้วยเกรดความหนืดเป็นตัวเลข เช่น 5,10,15,30,40 และ 50 เป็นต้น โดยตัวเลขยิ่งมาก ความหนืดก็จะสูงตามไปด้วยเช่น SAE 10W-50 จะมีความหนืดมากกว่า SAE 5W-40 ซึ่งการวัดเกรดความหนืดจะแบ่งเป็นการวัดที่ 2 อุณหภูมิที่แตกต่างกัน

1. วัดที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขเกรดความหนืดจะตามด้วยอักษร W (WINTER) เช่น 5W, 10W

2. วัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขเกรดความหนืดจะเป็นตัวเลขอย่างเดียวเช่น 30, 40, 50

การเลือกน้ำมันในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศร้อนให้ดูที่ตัวเลขตัวหลังสุดที่ไม่มีตัวอักษรนำหน้าอย่างเดียวก็พอ
เพราะประเทศไทยไม่มีอุณหภูมิติดลบจึงไม่มีความจำเป็นต้องดูตัวเลขที่มีตัวอักษร W ตามหลัง

ส่วนการเลือกเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องนั้น ให้ดูจากคู่มือประจำรถยนต์ หากไม่ทราบเกรดความหนืดที่แน่นอนให้ใช้เกรดความหนืด 40 หากเครื่องยนต์มีอาการกินน้ำมันเครื่องให้เปลี่ยนเป็นเกรดความหนืด 50

ปัจจัยอื่นๆในการเลือกเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องก็คืออุณหภูมิของอากาศ และสภาพความหลวมของชิ้นส่วน ในเครื่องยนต์ หากอากาศภายนอกเย็นหรือเครื่องยนต์เย็น น้ำมันเครื่องควรใสและไหลง่าย เพื่อหล่อลื่นและปกป้องชิ้นส่วนของเครื่องยต์ขณะสตาร์ทและใช้งาน หากเครื่องยนต์ร้อนแล้วน้ำมันเครื่องใสเกินไป ชั้นเคลือบหรือฟิล์มจะบางเกินไปและไม่สามารถปกป้องชิ้นส่วนเครื่องยนต์จาก การสึกหรอได้ หากเครื่องยนต์ผ่านการใช้งานมามาก  และเครื่องยนต์เริ่มหลวมก็ควรเลือกน้ำมันที่มีเกรดความหนืดมากขึ้น จากมาตรฐานที่กำหนดในคู่มือรถยนต์ สักหน่อยเช่นจาก 40 เป็น 50 เพราะชั้นเคลือบหรือฟิล์มที่หนาขึ้น สามารถเข้าไปอุดช่องว่างที่เกิดจากการ สึกหรอของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ในส่วนนี้สามารถช่วยป้องกันกำลังอัดรั่วไหลของ เครื่องยนต์ที่เกิดจากช่องว่างระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบได้อีกทางหนึ่ง ด้วย ซึ่งทำให้เครื่องยนต์มีสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย ส่วนท่านที่ใช้น้ำมันเครื่องยี่ห้อของผู้ผลิตรถยนต์มาตลอดแล้วอยากเปลี่ยนก็ สามารถทำได้ โดยเลือกน้ำมันที่มีเกรดคุณภาพและเกรดความหนืดเท่ากัน ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้แล้วครับ บางทีท่านอาจได้ใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิมอีกด้วย

 

ใส่ใจสักนิดกับเรื่องสลับยางรถยนต์

จะว่าไปแล้วยางรถยนต์ก็เป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่ถือว่าสำคัญมากที่ควรเอาใจใส่และดูแลมันเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะการสลับยางรถยนต์ เป็นสิ่งที่จะยืดอายุการใช้งาน รวมทั้งใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของรถยนต์ เราสามารถเลือกที่จะสลับยางรถยนต์ด้วยตนเองได้

โดยปกติคุณสามารถตรวจได้ว่ายางรถยนต์ของคุณควรทำการสลับยางรถยนต์ทุกกี่กิโลเมตรจากคู่มือรถของคุณ แต่หากไม่มี คุณอาจทำการสลับทุก 10,000 กิโลเมตรสำหรับรถทั่วไป และ 4,000 กิโลเมตรสำหรับรถขับเคลื่อนสี่ล้อรถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอแตกต่างกัน

รถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอแตกต่างกัน การสลับยางรถยนต์นั้นมีเหตุผล เพื่อให้การสึกหรอของดอกยางรถยนต์ในส่วนของล้อด้านหน้าและล้อด้านหลัง มีการสึกหรอที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง หรือรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งรถแต่ละประเภท จะมีการสึกหรอของยางที่แตกต่างกันไป ตามการขับเคลื่อนของล้อ

รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า (FRONT WHEEL DRIVE) ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนของรถ การสึกหรอของยางรถยนต์ในคู่หน้าจะมีมากกว่ายางรถยนต์คู่หลังโดยเฉลี่ย 2-3 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากภาระต่าง ๆ จะตกอยู่ที่ด้านหน้าเป็นส่วนมาก ทั้งระบบขับเคลื่อนให้ล้อเสียดสีกับพื้นถนนขับเคลื่อนไปข้างหน้า การบังคับทิศทางการเลี้ยวก็ตกอยู่ที่ด้านหน้า รวมถึงการเบรกหยุดความเร็วรถ

หากไม่ทำการสลับยางรถยนต์ตามกำหนดระยะเวลา ผลที่จะตามมาคือ เรื่องของการสึกหรอของยางรถยนต์ทั้ง 4 เส้นจะไม่เท่ากัน และจะส่งผลไปถึงเรื่องของการผิดปรกติของศูนย์รถที่ไม่สมดุล นอกจากนี้ การสึกหรอของยางรถยนต์ที่ไม่เท่ากันมาก ๆ เรื่องของการเบรกดึงซ้ายหรือดึงขวาไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็เกิดจากสาเหตุของยางรถยนต์ประการหนึ่งเช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้หากเกิดขึ้นขณะใช้ความเร็วสูง ๆ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

(รูปที่ 1) การสลับยางรถยนต์ที่ดี ควรทำการสลับยางรถยนต์ทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร โดยในการสลับยางรถยนต์ครั้งแรกจะทำการสลับยางรถยนต์ในลักษณะเปลี่ยนยางรถยนต์จากล้อหลังมาไว้ล้อหน้า และเปลี่ยนยางรถยนต์จากล้อหน้าไปไว้ล้อหลัง ซึ่งในการเปลี่ยนสลับยางรถยนต์จะทำการสลับเป็นฝั่งไป คือ ยางรถยนต์หน้าฝั่งซ้าย สลับกับยางรถยนต์หลังฝั่งซ้าย และยางรถยนต์หน้าฝั่งขวา สลับกับยางรถยนต์หลังฝั่งขวา

ที่สำคัญ หลังการสลับยางรถยนต์เสร็จสิ้นใน 10,000 กิโลเมตรแรก ควรทำการถ่วงล้อทั้ง 4 ล้อ ตรวจเช็กสภาพของผ้าเบรกว่าอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ปรกติ ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่อง ตรวจวัดระดับน้ำมันเบรกในกระปุกปั๊ม ตรวจสอบช็อกแอบซอร์เบอร์ และลูกหมาก ทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ตรวจเช็กศูนย์ล้อ รวมถึงเรื่องของการอัดจาระบีดุมล้อ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของระบบช่วงล่าง

(รูปที่ 2) หลังจากใช้งานยางรถยนต์ต่อไปจนถึง 20,000 กิโลเมตร หรือครบรอบอีก 10,000 กิโลเมตร

การสลับยางรถยนต์ครั้งนี้ จะแตกต่างจากการสลับยางรถยนต์ใน 10,000 กิโลเมตรแรก ซึ่งวิธีการสลับยางจะเป็น ลักษณะไขว้ โดยจะทำการเปลี่ยนยางรถยนต์ล้อขวาหน้าไปไว้ล้อหลังซ้าย ยางรถยนต์ล้อหลังซ้ายสลับแทนที่ยางรถยนต์ล้อหน้าขวา ส่วนยางรถยนต์ล้อหน้าซ้ายจะเปลี่ยนสลับกับยางรถยนต์ล้อหลังขวา

ซึ่งในการเปลี่ยนสลับยางรถยนต์ครั้งนี้ สิ่งที่ต้องสังเกต คือ ทิศของหน้ายางรถยนต์ หรือลูกศรบอกตำแหน่งของยางรถยนต์อยู่ในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ในกรณีที่สลับยางรถยนต์แล้วลายดอกยางย้อนศร อันนี้ต้องให้ร้านยางรถยนต์ทำการกลับด้านยางรถยนต์ให้ถูกต้อง
*** หลังจากนั้นให้ทำการตรวจเช็กร่วมเช่นเดียวกับ 10,000 กิโลเมตรแรก ในทุกครั้งที่ทำการสลับยางรถยนต์

(รูปที่ 3) เมื่อเข้าถึง 30,000 กิโลเมตร การสลับยางรถยนต์จะเป็นดังเช่นการสลับยางรถยนต์ในครั้งแรกสลับยางรถยนต์ล้อหน้าซ้ายไปไว้ล้อหลังซ้าย และล้อหน้าขวาสลับยางรถยนต์กับล้อหลังขวา เหตุผลที่ต้องทำการสลับยางรถยนต์ในลักษณะเช่นนี้ เพื่อให้ยางรถยนต์ทั้ง 4 เส้นมีการสึกหรอที่เท่าเทียมกัน เนื่องจากยางรถยนต์ทั้ง 4 เส้นมีการสลับครบทุกด้าน ซึ่งยางรถยนต์แต่ละล้อจะรับภาระที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ยางรถยนต์หน้าขวา นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนรถให้เลื่อนไหล ล้อหน้าขวาจะอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับด้านคนขับ ภาระที่เพิ่มขึ้น คือ เรื่องของการรับน้ำหนักคนขับพ่วงเข้าไปด้วย เป็นต้น

(รูปที่ 4) เมื่อถึง 40,000 กิโลเมตร การสลับยางรถยนต์ก็จะเป็นดังเช่น การสลับยางรถยนต์ในช่วง 20,000 กิโลเมตร ที่จะทำการสลับยางในลักษณะไขว้กัน โดยยางรถยนต์ล้อหน้าขวาจะสลับกับยางรถยนต์ล้อหลังซ้าย ยางรถยนต์ล้อหลังซ้ายก็เปลี่ยนสลับแทนที่ยางรถยนต์หน้าขวา และยางรถยนต์ล้อหน้าซ้ายเปลี่ยนสลับกับยางรถยนต์ล้อหลังขวา ยางรถยนต์ล้อหลังขวาก็เปลี่ยนไปแทนที่ยางรถยนต์ล้อหน้าซ้าย หลังจากนั้นก็ให้ทำการตรวจเช็กหน้ายางรถยนต์ว่าย้อนศรหรือไม่

ในกรณีที่ไม่ทราบว่าใส่ยางรถยนต์ย้อนศรหรือไม่ วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ ให้สังเกตที่แก้มยางรถยนต์ในบางรุ่นจะมีลูกศรชี้บอกทิศของการใส่ยางรถยนต์ไปด้านหน้า และในกรณีที่ยางรถยนต์ไม่มีลูกศรบอกทิศ ให้สังเกตที่วันผลิตซึ่งจะบอกไว้ที่แก้มยางรถยนต์  ให้ด้านตัวเลขบอกวันผลิตของยางรถยนต์หันออกด้านนอกเสมอ นั่นคือ ด้านยางที่ถูกต้อง

 

 

ทำไมยางรถยนต์ต้องเป็นสีดำ!?!

เคยสงสัยกันบ้างมั้ยว่าทำไมยางรถยนต์ต้องเป็นสีดำเท่านั้น เป็นสีชมพู เขียว ฟ้าสะท้อนแสงบ้างไม่ได้หรือไง? ทำไมมีแต่ยางสีดำให้เราเลือกใช้ ดูซ้ำซากจำเจมานานนม…นั่นๆ อยากรู้กันแล้วล่ะสิ ถ้าอย่างงั้นเรามาหาคำตอบกันดีกว่า

ถ้าให้ตอบกันแบบง่ายๆ ก็คือ สีดำนี่แหละเหมาะกับการใช้เป็นยางรถยนต์ที่สุดแล้ว เพราะสีดำทำให้ไม่เห็นรอยขีดข่วนได้ชัดเจน เลอะเทอะเปรอะเปื้อนก็ดูไม่น่าเกลียด เมื่อเทียบกับสีอื่นๆ แต่ถ้าจะเอาคำตอบแบบยาก และถูกต้องตามหลักวิชาการแล้วละก็ เราคงต้องอธิบายลงลึกกันสักหน่อย

สาเหตุที่ยางรถยนต์ต้องเป็นสีดำนั้นก็คือ ในกระบวนการผลิต โรงงานผลิตยางรถยนต์จะเติมสาร”คาร์บอนแบล็ก” (Carbon Black) ลงไปผสมกับเนื้อยาง โดยคาร์บอนแบล็กไม่ใช่คาร์บอนในรูปทั่วๆ ไป เหมือนถ่านหุงข้าวหรือไส้ดินสอกด แต่คาร์บอนแบล็กนี้ได้มาจากกระบวนการเผากากสารเคมีที่เหลือจากโรงงานผลิตปิโตรเลียม ถึงจะเห็นว่าเป็นของเหลือใช้อย่างงี้ แต่โทษทีมันมีประโยชน์อย่างยิ่งกับการผลิตยางรถยนต์นะครับผม โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นดอกยาง ที่มีคาร์บอนแบล็กเป็นองค์ประกอบถึง 25%

ที่ยางต้องเป็นสีดำปิ๊ดปี๋อย่างงั้นก็เพราะมันต้องเผชิญกับสภาพที่โหดร้ายสารพัด ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีกับพื้นถนนไม่รู้ว่ากี่หมื่นกิโลเมตรตลอดอายุการใช้งาน ไหนจะต้องเจอกับแสงแดดขณะจอดไว้กลางแจ้ง ซึ่งเจ้าคาร์บอนแบล็กนี่แหละที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับยางเหล่านี้ ด้วยคุณสมบัติพิเศษของมันในการกระจายความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเสียดสีระหว่างหน้ายางกับพื้นถนนไม่ให้เกิดความร้อน ณ จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป เมื่อความร้อนกระจายไปทั่วเนื้อยาง และค่อยๆ ปล่อยออกสู่อากาศภายนอก เนื้อยางก็จะทนทานนานปี ถึงตรงนี้เราคงรู้กันแล้วว่าทำไมยางรถยนต์ต้องเป็นสีดำ ไม่ใช่เพราะผู้ผลิตไม่คิดสร้างสรรค์ให้หลากหลาย แต่เป็นเพราะคิดมาแล้วว่ายางสีดำนี่แหละ สวย แกร่ง ทนทาน ปลอดภัย ต่อตัวรถและตัวคุณที่สุดแล้วต่างหาก…

Credit : http://www.sanook.com

เปิดตัว Mercedes Benz CLA ใหม่!! เคาะราคาขาย แค่ 2.64 ล้านบาท

เมอร์เซเดส เบนซ์ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่  New! Mercedes Benz CLA ใหม่ อย่างเป็นทางการ มั่นใจ ตอบรับดี ด้วยราคา 2.64  ล้าน บาท

ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  ”บริษัทมีความภูมิใจที่ได้นำรถยนต์ The new CLA-Class ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกในงานดีทรอยด์ มอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา และนำมาเปิดตลาดในประเทศไทยทันที ด้วยรุ่น CLA 250 AMG Sport โดย The new CLA-Class เป็นการพัฒนาไปอีกขั้นของการออกแบบยนตรกรรมที่บ่งบอกถึงแนวคิดการออกแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม  เจาะกลุ่มยังก์เจเนอเรชั่นที่ชื่นชอบรถในสไตล์สปอร์ตคูเป้สี่ประตู ซึ่งทำให้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ดูมีสีสัน แตกต่างจากเดิมที่เคยเป็นมา

Mercedes Benz CLA

“การออกแบบที่ล้ำสมัยทำให้รถดูปราดเปรียว  ความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาตร์ที่ดีที่สุด  ประสิทธิภาพและสมรรถนะในการขับขี่ที่สนุก  ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จะทำให้ CLA ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในตลาดประเทศไทย  นอกจากนี้ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ดูเหมาะกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น  โดยเรายังคงเน้นการทำตลาดเชิงรุก ด้วยการเดินหน้าคัดสรรยนตรกรรมใหม่หลากหลายรุ่นเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอของบริษัทให้มีความหลากหลายและน่าสนใจ โดยสามารถตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม”

สำหรับ  Mercedes Benz CLA  ใหม่ ถือว่าเป็นรถยนต์ที่เข้ามาจำหน่ายรุ่นล่าสุด ที่ได้รับอิทธิพลการออกแบบใหม่ของค่าย Mercedes Benz โดยตัวถังของ CLA จะดีไซน์เป็นส่วนโค้งและส่วนเว้าเข้ากันได้อย่างกลมกลืน ตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า พื้นที่ด้านข้าง และกระจังหน้าแบบ diamond grille ทั้งยังออกแบบ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Cd) มีค่าเท่ากับ 0.22 เท่านั้น

ด้านเครื่องยนต์ CLA 250 AMG Sport ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบแถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี ขุมพลัง 155 กิโลวัตต์/211 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตรที่ 1,200 – 4,000 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก  0 – 100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 16.13 – 16.39 กม./ลิตร

สำหรับ  Mercedes Benz CLA  มาพร้อมวางจำหน่ายเพียงรุ่นเดียว คือ  Mercedes Benz CLA 250 AMG Sport  สงนราคาจำหน่าย 2,640,000 บาท

 

 

Bugatti Veyron สีทองเจิดจรัสของ Flo Rida แร็ปเปอร์ชื่อก้อง

บูกัตติ เวย์รอน (Bugatti Veyron) หนึ่งในรถยนต์สมรรถนะแรงสุดยอดที่แทบไม่มีใครตามทัน และยังโดดเด่นหน้าตาดุดันทำให้ หลายคนต้องเหลียวมองอย่างอดมิได้ แต่หากสุดยอดรถสมรรถนะสูงคันนี้กลายเป็นสีทองสุดเปล่งประกายทั้งคัน คงยิ่งโดดเด้งตระการตายิ่งขึ้นไปอีก
โดยแร็ปเปอร์ชื่อดังอย่าง โฟล ไรเดอ หนึ่งในผู้ครอบครองบูกัตติ เวย์รอน สีขาว ราคากว่า 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 52 ล้านบาท) แต่ต่อมา เขาก็เริ่มเบื่อหน่ายสีเดิม ๆ ของรถและรู้สึกว่า รถสีขาวอาจไม่โดดเด่นพอสำหรับนักร้องฮิปฮอปอย่างเขา จึงต้องการเปลี่ยนให้ซูเปอร์คาร์ของเขากลายเป็นสีสุดวิ๊งจนแสบตาเลยทีเดียว
โฟล ไรเดอ จึงให้เมโทร แร็ป ร้านแต่งตัวถังด้วยสติกเกอร์ไวนิลชื่อดังในเมืองฟลอริดา ประเทศสหรัฐฯ จัดการห่อบูกัตติ เวย์รอนด้วยสติกเกอร์ไวนิลสีทองสะท้อนแสง และได้เปลี่ยนใช้ล้อแม็กซ์สีทองที่ผลิตโดย โฟกีอาโต (Forgiato) ผู้ผลิตอุปกรณ์ประดับยนต์ชื่อดัง
ร้าน เมโทร แร็ป ถือเป็นร้านแต่งตัวถังชื่อดังของอเมริกาเลยทีเดียว ขึ้นชื่อเรื่องการใช้สติกเกอร์สะท้อนแสงอย่างโดดเด่น ซึ่งบูกัตติ เวย์รอนสีทองของโฟล ไรเดอก็เคยโดดเด่นด้วยสีเงินสะท้องแสงจากร้านนี้มาก่อน รวมถึงรถของนักร้องฮิปฮอปชื่อดังอีกคนอย่า พิตบูล ก็เป็นลูกค้าของร้านเมโทร แร็ปเช่นกัน


“ทุบกระจกรถยนต์ฉกทรัพย์” อันตรายใกล้ตัวที่พึงระวัง

ปัจจุบันช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเหล่าบรรดาผู้ก่อนการร้ายได้รุกรานทำอันตรายผู้คนเพื่อฉกทรัพย์ หรือแม้แต่อันตรายจากการโจรกรรมทางรถยนต์โดยเฉพาะการทุบกระจกรถเพื่อขโมยสิ่งของที่มีค่าต่าง ๆ ภายในรถ ซึ่งล่าสุดกลายเป็นข่าวดังอีกครั้งหลัง ดารานางเอกสาว “น้ำตาลแดง2″ เจอกับตัวเองโดนกวาดทรัพย์สินในรถไปเรียบมูลค่ากว่า 2 แสนบาท แม้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้จะอยู่ในเขตพื้นที่ของ ส.น. โชคชัย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในอีกหลายพื้นที่ยังมีภัยคุกคามเช่นนี้ ซึ่งนี่นับเป็นภัยใหม่ที่คนใช้รถควรต้องรู้จักกันให้ดีและเตรียมพร้อมก่อน เกิดเหตุการณ์ไม่คาคคิดถ้าถามว่าส่วนไหนของรถมีความเปราะบางที่สุดนั้น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระจกห้องโดยสาร ถือเป็นส่วนที่สามารถถูกทำลายได้โดยง่ายเพียงแค่การออกแรงทุบไม่ว่าจะด้วย มือเปล่าหรือของแข็ง ที่เพียงไม่นานหลังจากจัดการ คนร้ายก็สามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆภายในรถได้อย่างรวดเร็ว ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการลักขโมยรถยนต์
ความจริงแล้ว เรื่องโจรทุบกระจกรถฉกทรัพย์สินไม่ใช่เรื่องใหม่

หากแต่ภัยเช่นนี้มีมานานจากความรู้ง่ายๆ ในเรื่องกระจกที่สามารถแตกได้ง่ายๆเพียงออกแรงนิดหน่อย ที่ได้กลายมาเป้นช่องทางใหม่ของมิจฉาชีพ ที่วันนี้ไม่แน่คุณเองอาจกำลังเสี่ยงโดนฉกทรัพย์สินในรถโดยไม่รู้ตัวมาก่อน
1.จอดรถในที่มืด จงจำไว้ว่า ที่มืดคือที่อโคจรในการจอดรถไม่ว่าจะจอดแปปเดียวหรือจอดทั้งคืน เพราะการจอดรถเปรียบเหมือนการฝากทรัพย์สินที่สำคัญ ซึ่งเราควรจะจัดหาที่จอดที่ดีให้กับรถตัวเอง และถ้าเป็นไปได้หาที่จอดที่มีแสงสว่าง และไม่ควรอยู่ห่างจากบ้านเรานัก เพื่อที่จะได้รับรู้กรณีทีเหตุฉุกเฉิน

2.คุณอยู่ในที่เปลี่ยว แม้ ยามกลางวันคนอาจจะผ่านไปผ่านมา แต่จำไว้ว่าร้อยละ 70 ของอาชญากรรมเกิดขึ้นในเวลากลางคืน และถึงกลางวันจะปลอดภัยแต่กลางคืนจะไว้ใจได้หรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ จำไว้ว่าอย่าจอดรถในที่เปลี่ยวหรือลับตาคนเป็นอันขาดหากทำได้ แต่ถ้าไม่สามารถเลี่ยงให้จอดรถโดยอย่าให้ด้านผู้โดยสารอยู่ด้านนอกถนน และจัดการล็อกรถให้ดี และหากเป็นไปได้ ควรเดินออกมาตรวจสอบรถบ่อยเท่าที่จะทำได้

3.รถไม่ใช่บ้านไม่ต้องวางของมีค่าเอาไว้ ส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทั้งหมด เราต้องยอมรับว่าของมีค่าเป็นสิ่งล่อตาล่อใจโจรอย่างมาก แม้หลายครั้งของโจรทุบกระจกจะเป็นการเดาสุ่มแต่ก็ต้องเป็นการเดาสุ่มแบบมี ความเป็นไปได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการเคยรู้เคยเห็น ดั่งเช่นกรณีของดาราสาวที่ในระยะเวลาใกล้เคียงไปก็ไปทุบกระจกรถป้ายแดงของโป รดิวเซอร์ “ข่าวข้นคนข่าว” เช่นกันนี่ชี้ให้เห็นว่าคนร้ายมีการเลือกเป้าหมายอย่างชัดเจน อาจจะด้วยรถหรือคนร้ายรู้พฤติกรรมเป็นอย่างดี ซึ่งแน่นอนต้องรู้ว่ากระทำแล้วต้องได้ผล ดังนั้นจึงไม่ควรนำทรัพย์สินไว้ในรถโดยเฉพาะท่านผู้หญิงทั้งหลาย ไม่ว่าจะไอแพด โน็ตบุ๊ค แบล๊คเบอร์รี่ หรืออะไรก็ตามที่สามารถหยิบฉวยได้ทันที และที่สำคัญอย่าทำตัวเป็นจุดเด่นล่อตาโจร เช่นเก็บของนานๆ และพยายามเฉลียวใจหากพบรถขับตามหรือมีคนมองเราเป็นเวลานานเกินเหตุ

4.สัญญาณกันขโมย ..มีไว้ต้องใช้ให้เป็น สิ่งหนึ่งที่จะสามารถป้องกันโจรได้คงไม่พ้น ของง่ายๆ อย่างสัญญาณกันขโมยนี่แหละ ที่หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ควรปรับตั้งค่าให้มีความอ่อนไหวสูง แต่ไม่ต้องเว่อร์ขนาดที่ หมาเห่าหรือรถแรงผ่านยังดัง แต่ให้ช่างช่วยปรับตั้งในระดับที่เอามือแปะกระจกแรงๆก็ดังแล้วพอ สัญญาณกันขโมยอาจไม่ช่วยกันของหาย 100% แต่ก็พอจะช่วยประวิงเวลาโจรหรือย่างน้อยมันอาจจะตกใจหนีไปก็ได้ทั้ง 4 ข้อ นี้ แม้อาจจะเป็นเพียงวิธีพื้นฐานที่ง่ายที่ช่วยป้องกันโจรร้าย แต่หลายคนก็มักจะละเลยที่จะปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเรื่องการวางของมีค่าไว้ในรถ ที่เป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจโจรทั้งหลายให้เรียนเชิญมาเฉียดรถของคุณ

เรื่องที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้ติดแก๊สรถยนต์

สภาวะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในยุคนี้ ทำให้หลายคนหาพลังงานทางเลือกที่มีราคาถูกกว่าอย่างเช่นแก๊ส  แต่ทราบกันหรือไม่ว่าแก๊สไม่ได้แค่ติดไฟได้แต่ยังมีอันตรายต่อสุขภาพด้วย

หลายคนที่ติดแก๊สมัก จะคิดว่าแก๊สไม่น่าจะมีผลอะไรต่อสุขภาพเมื่อดูจากการติดตั้งที่เราจะเห็นได้ ถึงความปลอดภัยมั่นใจได้ แถมมีวิศวกรเซ็นใบรับรองอีกต่างหาก จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวัตถุอัตรายและเคมีภัณฑ์ ภายใต้หน่วยงานกรมควบคุมมลพิษ ให้ข้อมูลถึงอันตรายของก๊าซที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพว่า CNG หรือก๊าซธรรมชาติ ที่บางคนอาจจะรู้จักในนาม NGV นั้น หากสูดดมหายใจเข้าไปสะสมเป็นปริมาณมากๆ จะก่อให้เกิดอาการหายใจติดขัดอย่างรุนแรง, ปวดศีรษะ, วิงเวียน และอาจหมดสติได้ และหากสัมผัสถูกตาอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

ในขณะที่ก๊าซยอดฮิตตลอดกาลอย่าง LPG ก็ มีผลกระทบไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเริ่มจาก การหายใจเข้าไป อาจจะเป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดการกระตุกสั่น ปวดและเวียนศีรษะ เซื่องซึม สายตาพร่ามัว เมื่อยล้า อาการชักกระตุกอย่างแรง หมดสติ ไม่รู้สึกตัว อาจหยุดหายใจทันทีและถึงแก่ความตาย หากสัมผัสโดยตรงทางผิวหนัง จะทำให้เนื้อเยื่อตาย เช่นเดียวกับการสัมผัสถูกตาก็จะให้ผลเช่นเดียวกันและอาจทำให้ตาบอดได้   แม้ในความเป็นจริงคงไม่มีใครนึกอยากสูดก๊าซพวกนี้เข้าไป แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เราเข้าไปเติมก๊าซเราก็มักจะได้กลิ่นของ มัน อันหมายถึงว่าเราสูดดมไปโดยไม่รู้ตัว แม้จะเป็นในปริมาณที่น้อย แต่หากเราต้องเข้าไปเติมกันบ่อยๆ ก็อาจทำให้ปริมาณสะสมจนเกิดอันตรายได้

อย่างไรก็ตามเราก็คงหนีไม่พ้นกับปัญหาทางสภาวะราคาน้ำมันที่แพงไม่ได้ ก่อนจะติดตั้งหรือเลือกใช้ก็ควรจะศึกษาการใช้งานและความเหมาะสมกันให้ดีก่อนนคะ

ขอบคุณบทความ5 ความจริง ที่คุณควรรู้ก่อนใช้แก๊สติดรถยนต์  sara1000.exteen.com

ผ่านไปแล้วกับเทศกาลหยุดยาว

สวัสดีวันศุกร์จ้าาาาา!!! พรุ่งนี้ก็วันเสาร์แล้วดีใจจังเลย >< ยังแอบขี้เกียจอยากนอนอืดอยู่บ้านเพราะได้หยุดยาวกับเทศกาลสงกรานต์ พอต้องกลับมาทำงานนี้แบบว่าไม่อยากตื่น ไม่อยากลุกจากที่นอนเลย แต่พูดถึงวันหยุดที่ผ่านมา ไปเที่ยวไหนกันมาบ้างเอย ส่วนแอดมินกลับบ้านนอนอืดเต็มๆหลายวันเลย ไม่ได้ออกไปเล่นน้ำ เพราะแอบกลัวดำ อิอิ นี้ก็ดำจนมองจะไม่เห็นละ เมื่อวันที่ 17 ได้ขับรถกลับเข้ามา กรุงเทพ อยากจะบอกว่าทรมานมาก T^T ขับรถ 14 ชั่วโมงในการเข้ามากรุงเทพ รถติดเว่อร์!!! เป็นเพราะโครงการรถคันแรกคนเลยออกรถกันเยอะมาก ปีนี้เลยขับรถกลับบ้านกันเยอะจริงๆ

ช่วงนี้เวลาจะไปไหนมาไหนก็อาจจะรถติดมากยิ่งขึ้น แล้วยิ่งเป็นช่วงวันหยุดใครๆก็อยากจะกลับบ้านหรืออาจจะไปเที่ยวพักผ่อน >//< สำหรับเดือนเมษายนนี้วันหยุดยาวก็หมดไปแล้ว ก็รอเดือนหน้ากันนะจ๊ะ ยังมีวันหยุดอีกหลายวัน ยังไงขัยรถไปไหนมาไหนก็ให้อยู่กับความระมัดระวัง เดินทางปลอดภัย และที่สำคัญไม่ควรประมาทนะคะ ด้วยรักและหวังดีจาก แอดมิน จุฟๆๆ

GCLUB คาสิโนออนไลน์ เล่นไพ่ออนไลน์