Category Archives: เกร็ดความรู้ เรื่องรถ

16 วิธีขับรถให้ประหยัดน้ำมัน

นับวันค่าครองชีพก็สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ภาระทางการเงินที่ต้องแบกรับก็มีมากตามไปด้วย ซึ่งภาระที่หลายท่านรู้สึกว่าแพงนั้นคือค่าใช้จ่ายทางด้านเชื้อเพลิงไม่ว่าจะเป็นรถใช้น้ำมัน หรือว่าแก๊สที่กำลังโดยปล่อยลอยตัว ขึ้นราคากก.ละ 50 สตางค์ไปอีก 10 เดือนตามราคาตลาดโลก ที่ตอนนี้มีราคาประมาณ 18 บาทกว่า ๆ

เมื่อรู้อย่างนี้เรามาปรับนิสัยการขับรถกันสักหน่อยเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่ม ทำให้คุณมีเงินใช้จ่ายได้คล่องขึ้น เอาละมาดูกันเลยว่าขับรถอย่างไรให้ประหยัด

อย่าขับรถเร็ว

การขับรถเร็วในการใช้รถทางไกล จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ในกรณีที่ท่านขับรถที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. ท่านจะประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์

ไม่ต้องรีบออกตัวเร็ว

อย่าออกรถเร็วแบบรถแข่งการออกรถเร็วอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่าง ๆ ก็สึกหรอไวอีกด้วย

ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ

การทำความเร็วคงที่ทำให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างราบเรียบเป้นหนทางไปสู่ความประหยัด
ปล่อยให้รถไหลตามแรงเฉื่อย

คาดการณ์ล่วงหน้าขณะขับรถเมื่อใกล้ทางแยกหรือทางม้าลายต่าง ๆ ควรจะชะลอความเร็วแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่เร่งมาตลอดแล้วเหยียบเบรกเมื่อใกล้ถึง

ทางเดียวกันไปด้วยกัน

กำหนดการใช้รถยนต์ในแต่ละวันเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวใช้รถในคราวเดียว เพราะการใช้รถหลายเที่ยวทำให้เปลืองน้ำมัน

วางแผนการเดินทาง

มีจุดหมายในการเดินทางการใช้รถจะต้องมีแผนการเดินทางว่าจะไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น จะได้ไม่หลงทางหรือขับอ้อม

ดับเครื่องทุกครั้งที่จอดรถรอ

หากต้องรอประมาณ 3-4 นาทีขึ้นไป ก็ควรดับเครื่อง นอกจากประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วยังถนอมเครื่องไม่ให้ร้อนจัดอีกด้วย

อุ่นเครื่องยนต์ในตอนเช้า

ควรอุ่นเครื่องยนต์ประมาณ 1-2 นาที ก่อนที่จะใช้รถเพื่อให้เครื่องยนต์พร้อมที่จะทำงาน ระบบหล่อลื่นทำงานดีขึ้น

ไม่เปิดแอร์แรงเกินไป

ปรับความเย็นเท่าที่จำเป็น ไม่เช่นนั้นเครื่องยนต์จะทำงานหนักและจะมีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 10 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมดหลงเหลืออยู่ในกระบอกสูบจะเป็นตัวการทำให้เครื่องยนต์สึกหรออีกด้วย

ตรวจวัดลมยางอยู่เสมอ

ควรเติมลมยางให้ได้ตามกำหนดมาตรฐาน ทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้หน้ายางมีความเสียดสีมาก ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมาก ถ้าเติมลมยางแข็งเกินไปจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ คือจะทำให้หน้ายางเสียดสีกับพื้นถนนน้อยเกินไปทำให้เกาะถนนหรืออาจทำให้ยางเกิดระเบิดได้ หากได้รับการสะเทือนมากเวลาขับบนถนนที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ

ตรวจเช็คและตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนด

ต้องตรวจสภาพของรถ เครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ตามมาตรฐานที่กำหนดมาให้ เพราะถ้าอุปกรณ์ต่างๆ ของรถได้ตามมาตรฐาน การใช้น้ำมันก็จะน้อยกว่าสภาพรถที่ไม่ได้อยู่ตามมาตรฐาน
หมั่นตรวจไส้กรองเสมอ

ไส้กรองเป็นส่วนสำคัญในการที่จะถ่ายเทอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเครื่อง ถ้าชำรุดหรืออุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติและจะสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น

อย่าบรรทุกของที่ไม่จำเป็น

ไม่ว่าเป็นน้ำดื่มฟรีที่ได้จากการเติมน้ำมัน รองเท้านับ 10 คู่ ไม้กอล์ฟชุดใหญ่ที่หลังรถ และสิ่งของที่ไม่จำเป็นอีกหลายอย่างลองเอาออกจากรถดู นำขึ้นรถเมื่อต้องใช้งานก็พอ แล้วจะรู้ว่ารถของคุณประหยัดเชื้อเพลิงดีขึ้น

เช็กเบรกมือ

ในบางครั้งก็มีบ้างที่พลั้งเผลอเบรกมือไม่สุด ทำให้รถหนืด ๆ เครื่องยนต์ทำงานหนักกินเชื้องเพลิงมาก และอาจมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมเบรกตามมาอีกด้วย
เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่เหมาะสม

การใช้น้ำมันหล่อลื่นตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตให้มา และการเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาการใช้งาน จะช่วยถนอมเครื่องยนต์ได้มาก

ไม่ควรติดแร็คหลังคารถ

หลายท่านที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวมักจะทำการติดตั้งแร็คหลังคารถ (ที่บรรทุกของบนหลังคา) แต่สิ่งนี้อาจทำให้คุณเปลืองเชิ้อเพลิงขึ้นอย่างมากเพราะหลักอากาศพลศาสตร์ขอรถจะเสียไป มีแรงต้านมากขึ้น สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงพอสมควร เมื่อไม่มีความจำเป้นก็ควรถอดออกจะดีกว่า

รู้รักษารถ…ในยามฝนพรำ

ย่างเข้าหน้าฝนคนมีรถคงกลุ้มใจกับปัญหามากมายที่อาจตามมา ฉบับนี้ Lisa มีข้อควรรู้ ให้สาวๆ นำไปใช้ดูแลรถในหน้าฝน มาฝากกันค่ะ


1. ตรวจเช็คความพร้อม ของที่ปัดน้ำฝนและยางรีดน้ำว่ายังใช้การได้คืออยู่หรือไม่
2. สำรวจระบบไฟ ทั้งไฟหน้า-ท้าย ไฟเลี้ยว ไฟกะพริบ ไฟถอยหลัง เวลาฝนตกหนักไฟเหล่านี้จะช่วยเราได้
3. หมั่นเติมน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน หากฝนตกหนักช่วงกลางคืนรถจะใช้กระแสไฟฟ้ามาก แบตเตอรี่อาจจะอ่อนลงได้
4. เติมลมให้พอดีและตรวจยางทั้ง 4 เส้นให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ หากพบว่าดอกยางสึกมาก ควรเปลี่ยนใหม่ เวลาฝนตกถนนจะลื่นมาก หากยางไม่ดีรถจะไม่ยึดเกาะถนน เตรียมยางอะไหล่ไว้เผื่อฉุกเฉินด้วย
5 . ตรวจสอบระบบเบรกด้วยการเหยียบย้ำๆ ดูว่าเบรกสึกหรือตื้นไปมั้ย และให้เหยียบย้ำๆ มากขึ้นเมื่อขับพ้นสภาพถนนเปียก เป็นการไล่น้ำออกจากเบรกช่วยให้เกิดประสิทธิภาพดีในการใช้งานต่อไป


6. ระวังเครื่องยนต์ดับกะทันหันหากขับเร็วเกินไปในขณะที่ฝนตก
เพราะหากขับเร็วเครื่องยนต์จะร้อนจัดเมื่อปะทะกับความเย็นภายนอกเครื่องจะน๊อก มีผลทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นเหตุให้เครื่องยนต์ดับได้
7. ถ้าเครื่องยนต์ดับให้เปิดฝากกระโปรง แล้วใช้ผ้าแห้งซับเครื่องยนต์ ควรมีสเปรย์ฉีดไล่ความชื้นติดรถไว้ด้วย
8. หากเกิดฝ้าบริเวณกระจกหน้า ให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดเป็นระยะๆ เพื่อทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่
9. หากหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ถนนมีน้ำท่วมขังไม่ได้ให้ปิดเครื่องปรับอากาศชั่วคราวเพราะน้ำอาจจะเข้าไปที่พัดลมทำให้เสียได้ และพัดลมหม้อน้ำจะตีเอาน้ำที่เข้ารถเป็นละอองเข้าในห้องเครื่องเป็นสาเหตุให้รถดับได้
10. ถ้าไม่รีบเกินไปนัก ควรหยุดพักรถข้างทางพร้อมเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อความปลอดภัย

เครดิต : kapook.com

 

ดินน้ำมันล้างรถ เทคนิคที่ให้ความสะอาดเหนือกว่า

สำหรับผู้ที่รักรถแล้ว ความสะอาดเงางามที่ผิวรถย่อมเป็นที่ปรารถนา แต่เชื่อไหมว่าการล้างด้วยน้ำยาล้างรถยังอาจทำได้ไม่ดีพอ ในคราวนี้กระปุกคาร์จึงขอนำความรู้เรื่อง ดินน้ำมันล้างรถ มาบอกให้ทุกท่านได้ลองไปใช้กัน

การที่จะมีรถเงางามได้นั้นย่อมมาจากการทำความสะอาดที่ดีและผิวรถเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผิวรถที่ดูด้านมักจะเกิดจากการที่ผิวสีไม่ราบเรียบจากรอยขีดข่วน สิ่งสกปรกติดแน่น หลังลูบดินน้ำมันความเปลี่ยนแปลงที่เห็นด้วยตาเปล่ามักจะเกิดขึ้นเมื่อทำกับผิวรถที่ไม่ได้รับการดูแลมานานเท่านั้น แต่ผลที่ได้จากการลูบดินน้ำมันจะปรากฏชัดเมื่อใช้มือลูบผิวรถดูดินน้ำมันทำหน้าที่เหมือน เครื่องดูดสิ่งสกปรกติดแน่นออกจากผิวรถและมีความหนืดหลายระดับ บางชนิดอาจต้องใช้ควบคู่น้ำยาหล่อลื่นที่มากพอจึงจะปลอดภัยกับผิวสี สำหรับใช้กับสีรถเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผิวเรียบเนียน ในยุคแรก ๆ อู่สีใช้ดินน้ำมันเพื่อเก็บละอองสีส่วนเกินออกจากผิวรถ แต่ก็สามารถเอาสิ่งสกปรกที่เกิดจากสภาพแวดล้อมออกได้ด้วย

เรื่องควรรู้ เมื่อ “มือใหม่“ ออกถนน

ตั้งแต่มีโครงการรถคันแรกเข้ามาในบ้านเรา สิ่งที่หลายคนคงจะสังเกตได้ คือความวุ่นวายของการจราจร ที่ทวีเพิ่มสุงขึ้นเป็นเงาตามตัว ด้วยคนจำนวนมากอาจจะไม่พอใจต่อระบบขนส่งมวลชน แต่สิ่งที่ตามมาไม่แพ้กันคือมือใหม่บนถนน ที่เพิ่มจำนวนดีดตัวสูงขึ้นแบบมากมายในช่วงปีที่ผ่านมา และนำมาสู่ความวุ่นวาย จนบริษัทประกันเล็งจะปรับค่าสินไหมเพิ่มขึ้นในช่วงปีนี้

การขับขี่ของมือใหม่ เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก ยิ่งกับการออกสู่ถนนครั้งแรกของพวกเขา แม้การฝึกหัดโดยอาจารย์ฝึกสอนขับรถ จะช่วยให้หลายคนมั่นใจในมือตัวเองมากยิ่งขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มือใหม่ ก็คือมือใหม่อยู่ดี และ ถ้าวันนี้คุณคือคนที่กำลังเพิ่งหัดขับรถและพร้อมแล้วกับขับขี่ และ อยากจะออกสู่ถนน เรามีเรื่องที่จะมาแนะนำในการขับขี่ ที่ควรทราบก่อนจะออกผจญโลกแห่งความเป็นจริงที่วุ่นวาย ที่เรียกว่า “ถนน”

1.     อย่าบอกว่าเป็นมือใหม่ หลายคนคิดว่าการติดสติ๊กเกอร์ มือใหม่หัดขับ… หรือสร้างสัญญะว่า “มือใหม่หัดขับ” จะช่วยให้หลายคนหลีกเลี่ยงและลดพฤติกรรมเสี่ยงที่เกิดจากตัวเองในการกระทำความผิดบนถนนได้ ที่จริงแล้วมันไม่ได้ช่วยอะไรอย่างที่คิดมาก แถมการบอกให้คนอื่นรู้อาจจะเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่กลับกันมันจะทำให้คุณไม่รู้จักสังคมถนนที่แท้จริงและทำให้ต้องใช้เวลามากในการปรับตัว

2.     หาคนไปด้วย คงจะต้องบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญในการขับขี่ออกถนนครั้งแรก คือหาคนที่มีความชำนาญในการขับขี่ไปด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงคือหลายคนหลีกเลี่ยง แต่ที่จริงมือใหม่ต้องการคนที่นั่งไปเป็นเพื่อน ซึ่งจะช่วยให้ลดความกังวลในกรณีฉุกเฉินและช่วยให้มั่นใจยิ่งขึ้นในการขับขี่

3.     เรียนรู้มารยาท หลายครั้งที่โรงเรียนสอนแต่กฏหมายจราจร สัญญาณ บลา…บลา…บลา แต่ที่พวกเขาแทบไม่เคยสอน หรือสอนน้อยมาก คือ มารยาทในการขับขี่รถ ซึ่งเป็นเรื่องจริยธรรมในการขับขี่ที่ไม่มีในแง่กฏหมายจราจร เรื่องมารยาทนั้นมีมากมาย แต่มือใหม่ทั้งหลายสามารถสังเกตได้ บางเรื่องเช่น การขับช้า ควรจะชิดซ้าย ,หรือจะเป็นการให้สัญญาณทุกครั้งที่จะเลี้ยวรถ ถือเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาให้ดี คุณอาจจะขับไปศึกษาไปก็ได้ หรือลองอ่านตามสังคมออนไลน์ ตามเว็บบอร์ด แต่เมื่อรู้แล้วควรจะนำมาใช้ไม่ใช่ละเลยมัน เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

4.     ใช้สัญญาณเตือน … ด้วยความเป็นมือใหม่ หลายคนมองว่าเราควรจะขับนิ่งๆไปเรื่อยๆ อย่าไปเถียงยุ่งกับคนอื่นเป็นความคิดที่ดี แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะการใช้สัญญาณเตือนไม่ว่า แตร หรือการกระพริบไฟ ก็ช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้ไม่มากก็น้อย

5.     อย่าขับจี้เกินไป ในช่วงที่ขับรถแรกๆ ทางที่ดีคุณควรจะขับรถให้ห่างเขาไว้ โดยกะระยะให้ห่างจากคันหน้า 2 วินาที ส่วนหนึ่ง มันจะทำให้คุณปลอดภัยจากเพื่อนร่วมทางมากขึ้น หากเขาต้องเบรกกะทันหันในระหว่างที่คุณขับขี่

6.     ห้ามขับกลางคืนและช่วงฝนตก ในช่วงแรกของการขับขี่บนถนนมัน 2 สถานการณ์ที่ควรหลีกเลี่ยงไปก่อนที่คุณจะมีความชาญในการขับขี่มากขึ้น ข้อแรกคือการขับรถกลางคืน เพราการขับรถกลางคืนจะมีความแตกต่างจากกลางคัน คนหลายคนจะมีการเคารพกฏจราจรน้อยลง ทำให้มีอันตรายมากยิ่งขึ้น ส่วนอีกสถานการณ์นั้นคือในเวลาฝนตก เนื่องจากถนนที่ลื่นและทัศนวิสัยที่ไม่ดี อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ถ้าคุณยังควบคุมรถได้ไม่ดีเท่าที่ควร

 

ทั้ง 6 ข้อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่คุณจะต้องเรียนรู้เมื่อออกถนนครั้งแรกๆ และแม้คุณสามารถขับรถได้ แต่การขับรถอย่างรับผิดชอบด้วยความปลอดภัยสูงสุด ถือเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติเพื่อรักษาตัวรอดจากการเกิดอุบัติเหตุ

 

 

 

 

 

น้ำมันเครื่องสำคัญแค่ไหน ??

สิ่งที่เราต้องเปลี่ยนบ่อยที่สุดในอายุการใช้งานของรถยนต์คันหนึ่ง สิ่งนั้นคือน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ที่ผมอยากจะกล่าวถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าลูกค้าที่เข้ามาเปลี่ยนน้ำมัน เครื่องที่ศูนย์บริการของเรามักจะไม่แน่ใจว่าจะเลือกน้ำมันเครื่องอย่างไรดี ส่วนใหญ่นั้นมักจะเลือกจากยี่ห้อเป็นหลัก ซึ่งทำให้น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์บางยี่ห้อที่มีคุณภาพดีๆถูกมองข้ามไป อย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะยี่ห้อของคนไทยเอง เริ่มด้วยการอธิบายหน้าที่ของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์กันก่อนนะครับ
1. หน้าที่ในการหล่อลื่น
โดยน้ำมันหล่อลื่นจะเคลือบชิ้นส่วนโลหะในเครื่องยนต์ในลักษณะเป็นฟิล์ม เคลือบอยู่ที่ผิวโลหะ เพื่อช่วยลดการสัมผัสกันโดยตรงของชิ้นส่วนโลหะ โดยความหนาของฟิล์มนั้นขึ้นอยู่กับความหนืดของน้ำมันเครื่อง

2. หน้าที่ในการระบายความร้อน
ในช่วงที่เครื่องยนต์กำลังทำงานนั้นจะเกิดความร้อนขึ้นบริเวณรอบๆฝาสูบ รอบๆกระบอกสูบ ลูกสูบ ข้อเหวี่ยงและ ชิ้นส่วนภายในต่างๆ ปั๊มน้ำมันเครื่องจะส่งน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ เมื่อน้ำมันเครื่องไหลกลับก็จะพาเอา ความร้อนกลับลงไปสู่อ่างน้ำมันเครื่องด้วย จึงเป็นการระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์อีกทางหนึ่ง

3. หน้าที่ในการป้องกันสนิมและการกัดกร่อน
การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความชื้นและไอน้ำ เป็นสาเหตุให้เกิดสนิมกับชิ้นส่วนต่างๆ ขณะเดียวกัน  การเผาไหม้เชื้อเพลิงก็ทำให้เกิดกรดกำมะถัน ซึ่งสามารถกัดกร่อนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ให้สึกหรอได้ น้ำมันเครื่องมีหน้าที่ทำให้ไอน้ำและกรดกำมะถันเจือจางลงซึ่งช่วยป้องกัน สนิมและการกัดกร่อนได้

4. หน้าที่ในการป้องกันการรั่วของกำลังอัด
น้ำมันเครื่องที่มีลักษณะเป็นฟิล์มจะช่วยเคลือบผนังกระบอกสูบ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการรั่วของกำลังอัดภายใน
กระบอกสูบที่จะไหลผ่านระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบลงสู่ห้องแคร้งของเครื่องยนต์

5. หน้าที่ในการทำความสะอาด
การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดเขม่าและผงโลหะ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันภายในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้
เพราะฉะนั้นน้ำมันเครื่องมีหน้าที่ชะล้างเขม่าและป้องกันการรวมตัวกันของผงโลหะที่อาจทำให้เกิดการอุดตันได้

ความสำคัญกับการเลือกน้ำมันเครื่อง พอจะแนะวิธีการเลือกใช้น้ำมันเครื่องในเบื้องต้นดังนี้

1. เลือกจากชนิดของน้ำมันเครื่อง คือการเลือกโดยดูจากพื้นฐานของน้ำมันเครื่องว่าเป็นชนิดไหน ซึ่งจะมีผลกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่อง โดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 3 ชนิด ดังนี้
1.1 น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา
1.2 น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์
1.3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์

โดยข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดนี้ก็คือโครงสร้างของโมเลกุลในตัวน้ำมันเครื่องที่มีการยึดตัวเกาะกัน
โดยการยึดตัวของอะตอมที่ต่างกันทำให้น้ำมันเครื่องสามารถคงความหนืดและ ลักษณะการเป็นฟิล์มได้นานต่างกัน  สรุปง่ายๆว่าข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดก็คือระยะเวลาในการ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นเอง

โดยระยะเวลาของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้นอาจแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับ ลักษณะการใช้รถยนต์ของแต่ละท่าน เช่น บางท่านอาจวิ่งทางไกลอย่างเดียวซึ่งไม่ค่อยพบกับการจราจรที่ติดขัด ระยะเลขกิโลเมตรที่หน้าปัทม์ของรถท่านก็อาจตรงกับระยะทางที่ท่านวิ่งจริงๆ  ท่านสามารถเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามที่กำหนดไว้หรือมากกว่าได้ แต่ผู้ที่พบการจราจรที่ติดขัดอยู่เป็นประจำ แม้รถของท่านจะไม่ได้วิ่งแต่เครื่องยนต์ของก็ทำงานตลอดเวลา จึงควรจะเปลี่ยนเร็วกว่าที่กำหนดไว้สักนิด

2. เลือกจากเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง คือการเลือกโดยดูจากเกรดคุณภาพที่เกิดจากการทดสอบคุณสมบัติด้านต่างๆของ น้ำมันเครื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพและประสิทธิภาพเกือบทุกด้านของน้ำมันเครื่อง โดยสถาบันที่ได้รับการยอมรับจากผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลกให้เป็นผู้ทดสอบคือ สถาบัน API ที่ย่อมาจาก AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE โดยAPI จะแบ่งเกรดคุณภาพเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซินซึ่งตามหลังอักษรย่อ API โดยจะใช้ตัวอักษร S
(STATION SERVICE-SPARK IGNITION) นำหน้าตัวอักษรย่อที่บ่งบอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องซึ่งเริ่มจากตัวอักษร A ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพต่ำสุดจากนั้นจึงไล่ตามตัวอักษรไปเรื่อยๆ  คือ B, C, D, E, F, G, H,J และ Lเช่น API SG, API SJ, API SL  และ API SM  ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน เราสามารถดูเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่แสดงไว้บนฉลากข้างแกลลอน

กลุ่มที่ 2 คือเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งตามหลังอักษรย่อ API โดยจะใช้ตัวอักษร C (COMMERCIAL SERVICE-COMPRESSION IGNITION) นำหน้าตัวอักษรย่อ ที่บ่งบอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องซึ่งเริ่มจากตัวอักษร A ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพต่ำสุดจากนั้นจึงไล่ตามตัว  อักษรไปเรื่อยๆคือ B, C,D, E, F, G, Hและ I เช่น API CF, API CG-4, API CH-4และ API CI-4  (เลข 4 ที่ตามหลังหมายถึง เน้นใช้สำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ)

ตามความเป็นจริงแล้วทั้งน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ ดีเซลนั้น สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลได้ แต่จะมีความเหมาะสมกับเครื่องยนต์แต่ละชนิดต่างกัน หากน้ำมันเครื่องชนิดไหนที่เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซิน ทางสถาบัน API จะนำเกรดคุณภาพที่เหมาะสมมา ไว้ข้างหน้าเช่น น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์เบนซินจะมีเกรดคุณภาพดังนี้ API SL/CF หรือน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ดีเซลก็จะมีเกรดคุณภาพดังนี้ API CH-4/SJ ซึ่งหมายความว่าเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องดีเซลชนิดนี้เทียบเท่ากับเกรด คุณภาพของน้ำมันเครื่องเบนซินในเกรดคุณภาพ SJ นั่นเอง ส่วนที่แตกต่างกันของน้ำมันเครื่องทั้ง 2 เกรดคุณภาพคือ ส่วนประกอบอื่นๆของน้ำมันเครื่องเช่นสารเพิ่มคุณภาพ (ADDITIVES) ซึ่งเหมาะกับเครื่องยนต์ที่ต่างชนิดกัน ในปัจจุบันผมแนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพสูงสุดหรือใกล้เคียงเกรด คุณภาพสูงสุดอยู่เสมอ ถึงแม้ราคาจะแพงกว่าเกรดที่ต่ำกว่าแต่ก็คุ้มค่ากว่าเช่นกัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคาของน้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ ต่ำกับเกรดคุณภาพสูงสุดนั้นราคาก็ต่างกันไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง

3. เลือกจากเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่อง ความหนืดของน้ำมันเครื่องจะเกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียน ของน้ำมันเครื่อง ซึ่งเกรดความหนืด คืออัตราการไหลของปริมาณต่อขนาดและความยาวของรู ต่อหน่วยเวลา ณ อุณหภูมิหนึ่ง เช่น น้ำมัน 60 ซี.ซี ไหลผ่านรูขนาด 12.25 มิลลิเมตร ณ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส  ส่วนหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในการวัดเกรดความหนืดก็คือสมาคม วิศวกรรมยานยนต์หรือ SAE (SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS) โดยเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องจะแสดงเป็นอักษรย่อ SAE แล้วตามด้วยเกรดความหนืดเป็นตัวเลข เช่น 5,10,15,30,40 และ 50 เป็นต้น โดยตัวเลขยิ่งมาก ความหนืดก็จะสูงตามไปด้วยเช่น SAE 10W-50 จะมีความหนืดมากกว่า SAE 5W-40 ซึ่งการวัดเกรดความหนืดจะแบ่งเป็นการวัดที่ 2 อุณหภูมิที่แตกต่างกัน

1. วัดที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขเกรดความหนืดจะตามด้วยอักษร W (WINTER) เช่น 5W, 10W

2. วัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขเกรดความหนืดจะเป็นตัวเลขอย่างเดียวเช่น 30, 40, 50

การเลือกน้ำมันในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศร้อนให้ดูที่ตัวเลขตัวหลังสุดที่ไม่มีตัวอักษรนำหน้าอย่างเดียวก็พอ
เพราะประเทศไทยไม่มีอุณหภูมิติดลบจึงไม่มีความจำเป็นต้องดูตัวเลขที่มีตัวอักษร W ตามหลัง

ส่วนการเลือกเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องนั้น ให้ดูจากคู่มือประจำรถยนต์ หากไม่ทราบเกรดความหนืดที่แน่นอนให้ใช้เกรดความหนืด 40 หากเครื่องยนต์มีอาการกินน้ำมันเครื่องให้เปลี่ยนเป็นเกรดความหนืด 50

ปัจจัยอื่นๆในการเลือกเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องก็คืออุณหภูมิของอากาศ และสภาพความหลวมของชิ้นส่วน ในเครื่องยนต์ หากอากาศภายนอกเย็นหรือเครื่องยนต์เย็น น้ำมันเครื่องควรใสและไหลง่าย เพื่อหล่อลื่นและปกป้องชิ้นส่วนของเครื่องยต์ขณะสตาร์ทและใช้งาน หากเครื่องยนต์ร้อนแล้วน้ำมันเครื่องใสเกินไป ชั้นเคลือบหรือฟิล์มจะบางเกินไปและไม่สามารถปกป้องชิ้นส่วนเครื่องยนต์จาก การสึกหรอได้ หากเครื่องยนต์ผ่านการใช้งานมามาก  และเครื่องยนต์เริ่มหลวมก็ควรเลือกน้ำมันที่มีเกรดความหนืดมากขึ้น จากมาตรฐานที่กำหนดในคู่มือรถยนต์ สักหน่อยเช่นจาก 40 เป็น 50 เพราะชั้นเคลือบหรือฟิล์มที่หนาขึ้น สามารถเข้าไปอุดช่องว่างที่เกิดจากการ สึกหรอของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ในส่วนนี้สามารถช่วยป้องกันกำลังอัดรั่วไหลของ เครื่องยนต์ที่เกิดจากช่องว่างระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบได้อีกทางหนึ่ง ด้วย ซึ่งทำให้เครื่องยนต์มีสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย ส่วนท่านที่ใช้น้ำมันเครื่องยี่ห้อของผู้ผลิตรถยนต์มาตลอดแล้วอยากเปลี่ยนก็ สามารถทำได้ โดยเลือกน้ำมันที่มีเกรดคุณภาพและเกรดความหนืดเท่ากัน ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้แล้วครับ บางทีท่านอาจได้ใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิมอีกด้วย

 

ใส่ใจสักนิดกับเรื่องสลับยางรถยนต์

จะว่าไปแล้วยางรถยนต์ก็เป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่ถือว่าสำคัญมากที่ควรเอาใจใส่และดูแลมันเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะการสลับยางรถยนต์ เป็นสิ่งที่จะยืดอายุการใช้งาน รวมทั้งใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของรถยนต์ เราสามารถเลือกที่จะสลับยางรถยนต์ด้วยตนเองได้

โดยปกติคุณสามารถตรวจได้ว่ายางรถยนต์ของคุณควรทำการสลับยางรถยนต์ทุกกี่กิโลเมตรจากคู่มือรถของคุณ แต่หากไม่มี คุณอาจทำการสลับทุก 10,000 กิโลเมตรสำหรับรถทั่วไป และ 4,000 กิโลเมตรสำหรับรถขับเคลื่อนสี่ล้อรถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอแตกต่างกัน

รถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอแตกต่างกัน การสลับยางรถยนต์นั้นมีเหตุผล เพื่อให้การสึกหรอของดอกยางรถยนต์ในส่วนของล้อด้านหน้าและล้อด้านหลัง มีการสึกหรอที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง หรือรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งรถแต่ละประเภท จะมีการสึกหรอของยางที่แตกต่างกันไป ตามการขับเคลื่อนของล้อ

รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า (FRONT WHEEL DRIVE) ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนของรถ การสึกหรอของยางรถยนต์ในคู่หน้าจะมีมากกว่ายางรถยนต์คู่หลังโดยเฉลี่ย 2-3 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากภาระต่าง ๆ จะตกอยู่ที่ด้านหน้าเป็นส่วนมาก ทั้งระบบขับเคลื่อนให้ล้อเสียดสีกับพื้นถนนขับเคลื่อนไปข้างหน้า การบังคับทิศทางการเลี้ยวก็ตกอยู่ที่ด้านหน้า รวมถึงการเบรกหยุดความเร็วรถ

หากไม่ทำการสลับยางรถยนต์ตามกำหนดระยะเวลา ผลที่จะตามมาคือ เรื่องของการสึกหรอของยางรถยนต์ทั้ง 4 เส้นจะไม่เท่ากัน และจะส่งผลไปถึงเรื่องของการผิดปรกติของศูนย์รถที่ไม่สมดุล นอกจากนี้ การสึกหรอของยางรถยนต์ที่ไม่เท่ากันมาก ๆ เรื่องของการเบรกดึงซ้ายหรือดึงขวาไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็เกิดจากสาเหตุของยางรถยนต์ประการหนึ่งเช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้หากเกิดขึ้นขณะใช้ความเร็วสูง ๆ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

(รูปที่ 1) การสลับยางรถยนต์ที่ดี ควรทำการสลับยางรถยนต์ทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร โดยในการสลับยางรถยนต์ครั้งแรกจะทำการสลับยางรถยนต์ในลักษณะเปลี่ยนยางรถยนต์จากล้อหลังมาไว้ล้อหน้า และเปลี่ยนยางรถยนต์จากล้อหน้าไปไว้ล้อหลัง ซึ่งในการเปลี่ยนสลับยางรถยนต์จะทำการสลับเป็นฝั่งไป คือ ยางรถยนต์หน้าฝั่งซ้าย สลับกับยางรถยนต์หลังฝั่งซ้าย และยางรถยนต์หน้าฝั่งขวา สลับกับยางรถยนต์หลังฝั่งขวา

ที่สำคัญ หลังการสลับยางรถยนต์เสร็จสิ้นใน 10,000 กิโลเมตรแรก ควรทำการถ่วงล้อทั้ง 4 ล้อ ตรวจเช็กสภาพของผ้าเบรกว่าอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ปรกติ ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่อง ตรวจวัดระดับน้ำมันเบรกในกระปุกปั๊ม ตรวจสอบช็อกแอบซอร์เบอร์ และลูกหมาก ทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ตรวจเช็กศูนย์ล้อ รวมถึงเรื่องของการอัดจาระบีดุมล้อ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของระบบช่วงล่าง

(รูปที่ 2) หลังจากใช้งานยางรถยนต์ต่อไปจนถึง 20,000 กิโลเมตร หรือครบรอบอีก 10,000 กิโลเมตร

การสลับยางรถยนต์ครั้งนี้ จะแตกต่างจากการสลับยางรถยนต์ใน 10,000 กิโลเมตรแรก ซึ่งวิธีการสลับยางจะเป็น ลักษณะไขว้ โดยจะทำการเปลี่ยนยางรถยนต์ล้อขวาหน้าไปไว้ล้อหลังซ้าย ยางรถยนต์ล้อหลังซ้ายสลับแทนที่ยางรถยนต์ล้อหน้าขวา ส่วนยางรถยนต์ล้อหน้าซ้ายจะเปลี่ยนสลับกับยางรถยนต์ล้อหลังขวา

ซึ่งในการเปลี่ยนสลับยางรถยนต์ครั้งนี้ สิ่งที่ต้องสังเกต คือ ทิศของหน้ายางรถยนต์ หรือลูกศรบอกตำแหน่งของยางรถยนต์อยู่ในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ในกรณีที่สลับยางรถยนต์แล้วลายดอกยางย้อนศร อันนี้ต้องให้ร้านยางรถยนต์ทำการกลับด้านยางรถยนต์ให้ถูกต้อง
*** หลังจากนั้นให้ทำการตรวจเช็กร่วมเช่นเดียวกับ 10,000 กิโลเมตรแรก ในทุกครั้งที่ทำการสลับยางรถยนต์

(รูปที่ 3) เมื่อเข้าถึง 30,000 กิโลเมตร การสลับยางรถยนต์จะเป็นดังเช่นการสลับยางรถยนต์ในครั้งแรกสลับยางรถยนต์ล้อหน้าซ้ายไปไว้ล้อหลังซ้าย และล้อหน้าขวาสลับยางรถยนต์กับล้อหลังขวา เหตุผลที่ต้องทำการสลับยางรถยนต์ในลักษณะเช่นนี้ เพื่อให้ยางรถยนต์ทั้ง 4 เส้นมีการสึกหรอที่เท่าเทียมกัน เนื่องจากยางรถยนต์ทั้ง 4 เส้นมีการสลับครบทุกด้าน ซึ่งยางรถยนต์แต่ละล้อจะรับภาระที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ยางรถยนต์หน้าขวา นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนรถให้เลื่อนไหล ล้อหน้าขวาจะอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับด้านคนขับ ภาระที่เพิ่มขึ้น คือ เรื่องของการรับน้ำหนักคนขับพ่วงเข้าไปด้วย เป็นต้น

(รูปที่ 4) เมื่อถึง 40,000 กิโลเมตร การสลับยางรถยนต์ก็จะเป็นดังเช่น การสลับยางรถยนต์ในช่วง 20,000 กิโลเมตร ที่จะทำการสลับยางในลักษณะไขว้กัน โดยยางรถยนต์ล้อหน้าขวาจะสลับกับยางรถยนต์ล้อหลังซ้าย ยางรถยนต์ล้อหลังซ้ายก็เปลี่ยนสลับแทนที่ยางรถยนต์หน้าขวา และยางรถยนต์ล้อหน้าซ้ายเปลี่ยนสลับกับยางรถยนต์ล้อหลังขวา ยางรถยนต์ล้อหลังขวาก็เปลี่ยนไปแทนที่ยางรถยนต์ล้อหน้าซ้าย หลังจากนั้นก็ให้ทำการตรวจเช็กหน้ายางรถยนต์ว่าย้อนศรหรือไม่

ในกรณีที่ไม่ทราบว่าใส่ยางรถยนต์ย้อนศรหรือไม่ วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ ให้สังเกตที่แก้มยางรถยนต์ในบางรุ่นจะมีลูกศรชี้บอกทิศของการใส่ยางรถยนต์ไปด้านหน้า และในกรณีที่ยางรถยนต์ไม่มีลูกศรบอกทิศ ให้สังเกตที่วันผลิตซึ่งจะบอกไว้ที่แก้มยางรถยนต์  ให้ด้านตัวเลขบอกวันผลิตของยางรถยนต์หันออกด้านนอกเสมอ นั่นคือ ด้านยางที่ถูกต้อง

 

 

ทำไมยางรถยนต์ต้องเป็นสีดำ!?!

เคยสงสัยกันบ้างมั้ยว่าทำไมยางรถยนต์ต้องเป็นสีดำเท่านั้น เป็นสีชมพู เขียว ฟ้าสะท้อนแสงบ้างไม่ได้หรือไง? ทำไมมีแต่ยางสีดำให้เราเลือกใช้ ดูซ้ำซากจำเจมานานนม…นั่นๆ อยากรู้กันแล้วล่ะสิ ถ้าอย่างงั้นเรามาหาคำตอบกันดีกว่า

ถ้าให้ตอบกันแบบง่ายๆ ก็คือ สีดำนี่แหละเหมาะกับการใช้เป็นยางรถยนต์ที่สุดแล้ว เพราะสีดำทำให้ไม่เห็นรอยขีดข่วนได้ชัดเจน เลอะเทอะเปรอะเปื้อนก็ดูไม่น่าเกลียด เมื่อเทียบกับสีอื่นๆ แต่ถ้าจะเอาคำตอบแบบยาก และถูกต้องตามหลักวิชาการแล้วละก็ เราคงต้องอธิบายลงลึกกันสักหน่อย

สาเหตุที่ยางรถยนต์ต้องเป็นสีดำนั้นก็คือ ในกระบวนการผลิต โรงงานผลิตยางรถยนต์จะเติมสาร”คาร์บอนแบล็ก” (Carbon Black) ลงไปผสมกับเนื้อยาง โดยคาร์บอนแบล็กไม่ใช่คาร์บอนในรูปทั่วๆ ไป เหมือนถ่านหุงข้าวหรือไส้ดินสอกด แต่คาร์บอนแบล็กนี้ได้มาจากกระบวนการเผากากสารเคมีที่เหลือจากโรงงานผลิตปิโตรเลียม ถึงจะเห็นว่าเป็นของเหลือใช้อย่างงี้ แต่โทษทีมันมีประโยชน์อย่างยิ่งกับการผลิตยางรถยนต์นะครับผม โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นดอกยาง ที่มีคาร์บอนแบล็กเป็นองค์ประกอบถึง 25%

ที่ยางต้องเป็นสีดำปิ๊ดปี๋อย่างงั้นก็เพราะมันต้องเผชิญกับสภาพที่โหดร้ายสารพัด ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีกับพื้นถนนไม่รู้ว่ากี่หมื่นกิโลเมตรตลอดอายุการใช้งาน ไหนจะต้องเจอกับแสงแดดขณะจอดไว้กลางแจ้ง ซึ่งเจ้าคาร์บอนแบล็กนี่แหละที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับยางเหล่านี้ ด้วยคุณสมบัติพิเศษของมันในการกระจายความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเสียดสีระหว่างหน้ายางกับพื้นถนนไม่ให้เกิดความร้อน ณ จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป เมื่อความร้อนกระจายไปทั่วเนื้อยาง และค่อยๆ ปล่อยออกสู่อากาศภายนอก เนื้อยางก็จะทนทานนานปี ถึงตรงนี้เราคงรู้กันแล้วว่าทำไมยางรถยนต์ต้องเป็นสีดำ ไม่ใช่เพราะผู้ผลิตไม่คิดสร้างสรรค์ให้หลากหลาย แต่เป็นเพราะคิดมาแล้วว่ายางสีดำนี่แหละ สวย แกร่ง ทนทาน ปลอดภัย ต่อตัวรถและตัวคุณที่สุดแล้วต่างหาก…

Credit : http://www.sanook.com

“ทุบกระจกรถยนต์ฉกทรัพย์” อันตรายใกล้ตัวที่พึงระวัง

ปัจจุบันช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเหล่าบรรดาผู้ก่อนการร้ายได้รุกรานทำอันตรายผู้คนเพื่อฉกทรัพย์ หรือแม้แต่อันตรายจากการโจรกรรมทางรถยนต์โดยเฉพาะการทุบกระจกรถเพื่อขโมยสิ่งของที่มีค่าต่าง ๆ ภายในรถ ซึ่งล่าสุดกลายเป็นข่าวดังอีกครั้งหลัง ดารานางเอกสาว “น้ำตาลแดง2″ เจอกับตัวเองโดนกวาดทรัพย์สินในรถไปเรียบมูลค่ากว่า 2 แสนบาท แม้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้จะอยู่ในเขตพื้นที่ของ ส.น. โชคชัย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในอีกหลายพื้นที่ยังมีภัยคุกคามเช่นนี้ ซึ่งนี่นับเป็นภัยใหม่ที่คนใช้รถควรต้องรู้จักกันให้ดีและเตรียมพร้อมก่อน เกิดเหตุการณ์ไม่คาคคิดถ้าถามว่าส่วนไหนของรถมีความเปราะบางที่สุดนั้น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระจกห้องโดยสาร ถือเป็นส่วนที่สามารถถูกทำลายได้โดยง่ายเพียงแค่การออกแรงทุบไม่ว่าจะด้วย มือเปล่าหรือของแข็ง ที่เพียงไม่นานหลังจากจัดการ คนร้ายก็สามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆภายในรถได้อย่างรวดเร็ว ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการลักขโมยรถยนต์
ความจริงแล้ว เรื่องโจรทุบกระจกรถฉกทรัพย์สินไม่ใช่เรื่องใหม่

หากแต่ภัยเช่นนี้มีมานานจากความรู้ง่ายๆ ในเรื่องกระจกที่สามารถแตกได้ง่ายๆเพียงออกแรงนิดหน่อย ที่ได้กลายมาเป้นช่องทางใหม่ของมิจฉาชีพ ที่วันนี้ไม่แน่คุณเองอาจกำลังเสี่ยงโดนฉกทรัพย์สินในรถโดยไม่รู้ตัวมาก่อน
1.จอดรถในที่มืด จงจำไว้ว่า ที่มืดคือที่อโคจรในการจอดรถไม่ว่าจะจอดแปปเดียวหรือจอดทั้งคืน เพราะการจอดรถเปรียบเหมือนการฝากทรัพย์สินที่สำคัญ ซึ่งเราควรจะจัดหาที่จอดที่ดีให้กับรถตัวเอง และถ้าเป็นไปได้หาที่จอดที่มีแสงสว่าง และไม่ควรอยู่ห่างจากบ้านเรานัก เพื่อที่จะได้รับรู้กรณีทีเหตุฉุกเฉิน

2.คุณอยู่ในที่เปลี่ยว แม้ ยามกลางวันคนอาจจะผ่านไปผ่านมา แต่จำไว้ว่าร้อยละ 70 ของอาชญากรรมเกิดขึ้นในเวลากลางคืน และถึงกลางวันจะปลอดภัยแต่กลางคืนจะไว้ใจได้หรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ จำไว้ว่าอย่าจอดรถในที่เปลี่ยวหรือลับตาคนเป็นอันขาดหากทำได้ แต่ถ้าไม่สามารถเลี่ยงให้จอดรถโดยอย่าให้ด้านผู้โดยสารอยู่ด้านนอกถนน และจัดการล็อกรถให้ดี และหากเป็นไปได้ ควรเดินออกมาตรวจสอบรถบ่อยเท่าที่จะทำได้

3.รถไม่ใช่บ้านไม่ต้องวางของมีค่าเอาไว้ ส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทั้งหมด เราต้องยอมรับว่าของมีค่าเป็นสิ่งล่อตาล่อใจโจรอย่างมาก แม้หลายครั้งของโจรทุบกระจกจะเป็นการเดาสุ่มแต่ก็ต้องเป็นการเดาสุ่มแบบมี ความเป็นไปได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการเคยรู้เคยเห็น ดั่งเช่นกรณีของดาราสาวที่ในระยะเวลาใกล้เคียงไปก็ไปทุบกระจกรถป้ายแดงของโป รดิวเซอร์ “ข่าวข้นคนข่าว” เช่นกันนี่ชี้ให้เห็นว่าคนร้ายมีการเลือกเป้าหมายอย่างชัดเจน อาจจะด้วยรถหรือคนร้ายรู้พฤติกรรมเป็นอย่างดี ซึ่งแน่นอนต้องรู้ว่ากระทำแล้วต้องได้ผล ดังนั้นจึงไม่ควรนำทรัพย์สินไว้ในรถโดยเฉพาะท่านผู้หญิงทั้งหลาย ไม่ว่าจะไอแพด โน็ตบุ๊ค แบล๊คเบอร์รี่ หรืออะไรก็ตามที่สามารถหยิบฉวยได้ทันที และที่สำคัญอย่าทำตัวเป็นจุดเด่นล่อตาโจร เช่นเก็บของนานๆ และพยายามเฉลียวใจหากพบรถขับตามหรือมีคนมองเราเป็นเวลานานเกินเหตุ

4.สัญญาณกันขโมย ..มีไว้ต้องใช้ให้เป็น สิ่งหนึ่งที่จะสามารถป้องกันโจรได้คงไม่พ้น ของง่ายๆ อย่างสัญญาณกันขโมยนี่แหละ ที่หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ควรปรับตั้งค่าให้มีความอ่อนไหวสูง แต่ไม่ต้องเว่อร์ขนาดที่ หมาเห่าหรือรถแรงผ่านยังดัง แต่ให้ช่างช่วยปรับตั้งในระดับที่เอามือแปะกระจกแรงๆก็ดังแล้วพอ สัญญาณกันขโมยอาจไม่ช่วยกันของหาย 100% แต่ก็พอจะช่วยประวิงเวลาโจรหรือย่างน้อยมันอาจจะตกใจหนีไปก็ได้ทั้ง 4 ข้อ นี้ แม้อาจจะเป็นเพียงวิธีพื้นฐานที่ง่ายที่ช่วยป้องกันโจรร้าย แต่หลายคนก็มักจะละเลยที่จะปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเรื่องการวางของมีค่าไว้ในรถ ที่เป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจโจรทั้งหลายให้เรียนเชิญมาเฉียดรถของคุณ

เรื่องที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้ติดแก๊สรถยนต์

สภาวะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในยุคนี้ ทำให้หลายคนหาพลังงานทางเลือกที่มีราคาถูกกว่าอย่างเช่นแก๊ส  แต่ทราบกันหรือไม่ว่าแก๊สไม่ได้แค่ติดไฟได้แต่ยังมีอันตรายต่อสุขภาพด้วย

หลายคนที่ติดแก๊สมัก จะคิดว่าแก๊สไม่น่าจะมีผลอะไรต่อสุขภาพเมื่อดูจากการติดตั้งที่เราจะเห็นได้ ถึงความปลอดภัยมั่นใจได้ แถมมีวิศวกรเซ็นใบรับรองอีกต่างหาก จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวัตถุอัตรายและเคมีภัณฑ์ ภายใต้หน่วยงานกรมควบคุมมลพิษ ให้ข้อมูลถึงอันตรายของก๊าซที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพว่า CNG หรือก๊าซธรรมชาติ ที่บางคนอาจจะรู้จักในนาม NGV นั้น หากสูดดมหายใจเข้าไปสะสมเป็นปริมาณมากๆ จะก่อให้เกิดอาการหายใจติดขัดอย่างรุนแรง, ปวดศีรษะ, วิงเวียน และอาจหมดสติได้ และหากสัมผัสถูกตาอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

ในขณะที่ก๊าซยอดฮิตตลอดกาลอย่าง LPG ก็ มีผลกระทบไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเริ่มจาก การหายใจเข้าไป อาจจะเป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดการกระตุกสั่น ปวดและเวียนศีรษะ เซื่องซึม สายตาพร่ามัว เมื่อยล้า อาการชักกระตุกอย่างแรง หมดสติ ไม่รู้สึกตัว อาจหยุดหายใจทันทีและถึงแก่ความตาย หากสัมผัสโดยตรงทางผิวหนัง จะทำให้เนื้อเยื่อตาย เช่นเดียวกับการสัมผัสถูกตาก็จะให้ผลเช่นเดียวกันและอาจทำให้ตาบอดได้   แม้ในความเป็นจริงคงไม่มีใครนึกอยากสูดก๊าซพวกนี้เข้าไป แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เราเข้าไปเติมก๊าซเราก็มักจะได้กลิ่นของ มัน อันหมายถึงว่าเราสูดดมไปโดยไม่รู้ตัว แม้จะเป็นในปริมาณที่น้อย แต่หากเราต้องเข้าไปเติมกันบ่อยๆ ก็อาจทำให้ปริมาณสะสมจนเกิดอันตรายได้

อย่างไรก็ตามเราก็คงหนีไม่พ้นกับปัญหาทางสภาวะราคาน้ำมันที่แพงไม่ได้ ก่อนจะติดตั้งหรือเลือกใช้ก็ควรจะศึกษาการใช้งานและความเหมาะสมกันให้ดีก่อนนคะ

ขอบคุณบทความ5 ความจริง ที่คุณควรรู้ก่อนใช้แก๊สติดรถยนต์  sara1000.exteen.com

ความรู้ในการบำรุงรักษาระบบแอร์รถยนต์ให้ใช้งานได้นานๆ โดยไม่ต้องเสียเงินซ่อมระบบแอร์บ่อยๆ เพื่อที่หน้าร้อนนี้ แอร์รถของคุณจะยังคงทำงานได้ดี เต็มประสิทธิภาพ

เนื่องจากอากาศที่ร้อนและมลภาวะทางอากาศที่มีมากในปัจจุบัน ทำให้รถยนต์ทุกคันมีความจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ภายในรถยนต์และเปิดใช้เป็นประจำทุกวัน หลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศในรถยนต์จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการทำงานของเครื่องปรับอากาศในบ้าน โดยการถ่ายเทอากาศเย็นเข้าสู่ห้องโดยสารเกิดจากพัดลมแอร์ดูดอากาศพัดผ่านคอยล์เย็น ภายในคอยล์เย็นมีสารทำความเย็นซึ่งเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นก๊าซ โดยใช้ความร้อนแฝงจากอากาศโดยรอบ ดังนั้นเมื่อพัดลมแอร์พัดอากาศผ่านผิวท่อและครีบคอยล์เย็น อากาศจะถูกดูดความร้อนแฝงออกทำให้อุณหภูมิเย็นลงเป็นลมเย็นเข้าสู่ห้องโดยสาร วัฏจักรนี้ทำงานวนเวียนซ้ำตลอดเวลาที่เครื่องปรับอากาศทำงาน และขณะที่พัดลมแอร์ดูดอากาศไม่ว่าจากภายในหรือภายนอกห้องโดยสาร จะมีฝุ่นละออง สิ่งสกปรก และกลิ่นไม่พึงประสงค์ปะปนเข้ามา เมื่อผ่านครีบคอยล์เย็นที่เปียกเพราะดูดความชื้นจากอากาศกลั่นเป็นน้ำ ทำให้ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกที่ปะปนมาผสมกับน้ำและแปรสภาพเป็นคราบโคลนสกปรกเกาะติดที่ครีบคอยล์เย็น อันเป็นบ่อเกิดของเชื้อโรค เชื้อรา และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งถ้าสะสมไว้นานจะมีผลเสียทั้งต่อระบบปรับอากาศและสุขภาพของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ดังนี้
1. ลมแอร์จะเบาและความเย็นจะน้อยลง
2. สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้นเนื่องจากคอมเพรชเซอร์แอร์จะต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้ความเย็นเท่าเดิม
3. คอมเพรชเซอร์แอร์จะชำรุดก่อนอายุการใช้งานปกติ
4. ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีโอกาสเกิดโรคทางเดินหายใจ เช่นภูมิแพ้ หรือมึนศรีษะและรู้สึกไม่สดชื่นขณะขับรถ
5. ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนตู้แอร์ตัน จะต้องเปลี่ยนตู้แอร์ใหม่โดยการรื้อคอนโซล

ซึ่งโดยทั่วไปศูนย์บริการจะแนะนำให้ทำการล้างคอยล์เย็นแอร์รถยนต์ทุกๆ 20,000 ก.ม.
หรือ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งแต่การทำความสะอาดคอยล์เย็นแบบเดิมมีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้นเนื่องจากในปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์จะออกแบบซ่อนคอยล์เย็นไว้ใต้อุปกรณ์รถยนต์ อาทิคอนโซล แผงหน้าปัด เพื่อความสวยงาม
แต่คอยล์เย็นสกปรกจำเป็นต้องล้างทำความสะอาดจึงมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนพอสมควรเนื่องจากต้องถอดอุปกรณ์หลายชนิด เช่น คอนโซล แผงหน้าปัด ท่อส่งน้ำยา ส่งผลให้เกิดปัญหาดังนี้
1. สิ้นเปลืองเวลามากและค่าใช้จ่ายสูง (ค่าน้ำยาแอร์,ค่าแรงและอื่นๆ)
2. อุปกรณ์ของแผงคอนโซลหลังจากการถอดรื้อจะเกิดความเสียหาย
3. ส่วนใหญ่ใช้โซดาไฟในการล้าง ซึ่งถ้าล้างน้ำออกไม่หมด จะทำให้คอยล์เย็นรั่วได้

การที่มีเครื่องล้างแอร์รถยนต์โดยไม่ต้องถอดตู้ “คูลเทค” ซึ่งสามารถนำหัวฉีดเข้าไปฉีดพ่นน้ำยาล้างคอยล์เย็นสูตรพรีเมี่ยมอันดับ 1 จาก USA (มาตรฐาน ISO 9001 : 2008 , ISO 14001 , U.S. EPA , CSPA , NSF , เทคนิคสิ่งแวดล้อมไทย และ สวทช.) ในตู้แอร์ที่มักติดตั้งอยู่ใต้คอนโซล โดยที่คราบสกปรกและน้ำล้างจะถูกขับออกมาทางท่อน้ำทิ้งใต้ท้องรถ และคราบสกปรกและตะกอนขนาดใหญ่ส่วนหนึ่งก็จะถูกดูดกลับออกมาโดยท่อ Hydrosuction ที่ติดตั้งอยู่กับเครื่องล้างแอร์รถ “คูลเทค” ทำให้การทำความสะอาดคอยล์เย็นแอร์รถยนต์ รถกระบะ รถตู้ และรถทุกชนิด ทุกรุ่นเป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่มีสิ่งตกค้าง ไม่กัดกร่อนคอยล์เย็น และไม่ทำให้อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเสียหาย ช่วยทำให้อากาศในรถสะอาดขึ้น เป็นการป้องกันสุขภาพระบบทางเดินหายใจและยังช่วยให้ระบบแอร์รถยนต์ไม่ต้องทำงานหนัก เป็นการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง ประหยัดเงินในการซ่อมแซม และลมที่ออกมาแรงขึ้นอีกด้วย และเพื่อสุขภาพของคุณและคนที่คุณรัก

GCLUB คาสิโนออนไลน์ เล่นไพ่ออนไลน์