Category Archives: Review cars

16 วิธีขับรถให้ประหยัดน้ำมัน

นับวันค่าครองชีพก็สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ภาระทางการเงินที่ต้องแบกรับก็มีมากตามไปด้วย ซึ่งภาระที่หลายท่านรู้สึกว่าแพงนั้นคือค่าใช้จ่ายทางด้านเชื้อเพลิงไม่ว่าจะเป็นรถใช้น้ำมัน หรือว่าแก๊สที่กำลังโดยปล่อยลอยตัว ขึ้นราคากก.ละ 50 สตางค์ไปอีก 10 เดือนตามราคาตลาดโลก ที่ตอนนี้มีราคาประมาณ 18 บาทกว่า ๆ

เมื่อรู้อย่างนี้เรามาปรับนิสัยการขับรถกันสักหน่อยเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่ม ทำให้คุณมีเงินใช้จ่ายได้คล่องขึ้น เอาละมาดูกันเลยว่าขับรถอย่างไรให้ประหยัด

อย่าขับรถเร็ว

การขับรถเร็วในการใช้รถทางไกล จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ในกรณีที่ท่านขับรถที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. ท่านจะประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์

ไม่ต้องรีบออกตัวเร็ว

อย่าออกรถเร็วแบบรถแข่งการออกรถเร็วอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่าง ๆ ก็สึกหรอไวอีกด้วย

ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ

การทำความเร็วคงที่ทำให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างราบเรียบเป้นหนทางไปสู่ความประหยัด
ปล่อยให้รถไหลตามแรงเฉื่อย

คาดการณ์ล่วงหน้าขณะขับรถเมื่อใกล้ทางแยกหรือทางม้าลายต่าง ๆ ควรจะชะลอความเร็วแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่เร่งมาตลอดแล้วเหยียบเบรกเมื่อใกล้ถึง

ทางเดียวกันไปด้วยกัน

กำหนดการใช้รถยนต์ในแต่ละวันเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวใช้รถในคราวเดียว เพราะการใช้รถหลายเที่ยวทำให้เปลืองน้ำมัน

วางแผนการเดินทาง

มีจุดหมายในการเดินทางการใช้รถจะต้องมีแผนการเดินทางว่าจะไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น จะได้ไม่หลงทางหรือขับอ้อม

ดับเครื่องทุกครั้งที่จอดรถรอ

หากต้องรอประมาณ 3-4 นาทีขึ้นไป ก็ควรดับเครื่อง นอกจากประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วยังถนอมเครื่องไม่ให้ร้อนจัดอีกด้วย

อุ่นเครื่องยนต์ในตอนเช้า

ควรอุ่นเครื่องยนต์ประมาณ 1-2 นาที ก่อนที่จะใช้รถเพื่อให้เครื่องยนต์พร้อมที่จะทำงาน ระบบหล่อลื่นทำงานดีขึ้น

ไม่เปิดแอร์แรงเกินไป

ปรับความเย็นเท่าที่จำเป็น ไม่เช่นนั้นเครื่องยนต์จะทำงานหนักและจะมีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 10 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมดหลงเหลืออยู่ในกระบอกสูบจะเป็นตัวการทำให้เครื่องยนต์สึกหรออีกด้วย

ตรวจวัดลมยางอยู่เสมอ

ควรเติมลมยางให้ได้ตามกำหนดมาตรฐาน ทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้หน้ายางมีความเสียดสีมาก ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมาก ถ้าเติมลมยางแข็งเกินไปจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ คือจะทำให้หน้ายางเสียดสีกับพื้นถนนน้อยเกินไปทำให้เกาะถนนหรืออาจทำให้ยางเกิดระเบิดได้ หากได้รับการสะเทือนมากเวลาขับบนถนนที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ

ตรวจเช็คและตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนด

ต้องตรวจสภาพของรถ เครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ตามมาตรฐานที่กำหนดมาให้ เพราะถ้าอุปกรณ์ต่างๆ ของรถได้ตามมาตรฐาน การใช้น้ำมันก็จะน้อยกว่าสภาพรถที่ไม่ได้อยู่ตามมาตรฐาน
หมั่นตรวจไส้กรองเสมอ

ไส้กรองเป็นส่วนสำคัญในการที่จะถ่ายเทอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเครื่อง ถ้าชำรุดหรืออุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติและจะสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น

อย่าบรรทุกของที่ไม่จำเป็น

ไม่ว่าเป็นน้ำดื่มฟรีที่ได้จากการเติมน้ำมัน รองเท้านับ 10 คู่ ไม้กอล์ฟชุดใหญ่ที่หลังรถ และสิ่งของที่ไม่จำเป็นอีกหลายอย่างลองเอาออกจากรถดู นำขึ้นรถเมื่อต้องใช้งานก็พอ แล้วจะรู้ว่ารถของคุณประหยัดเชื้อเพลิงดีขึ้น

เช็กเบรกมือ

ในบางครั้งก็มีบ้างที่พลั้งเผลอเบรกมือไม่สุด ทำให้รถหนืด ๆ เครื่องยนต์ทำงานหนักกินเชื้องเพลิงมาก และอาจมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมเบรกตามมาอีกด้วย
เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่เหมาะสม

การใช้น้ำมันหล่อลื่นตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตให้มา และการเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาการใช้งาน จะช่วยถนอมเครื่องยนต์ได้มาก

ไม่ควรติดแร็คหลังคารถ

หลายท่านที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวมักจะทำการติดตั้งแร็คหลังคารถ (ที่บรรทุกของบนหลังคา) แต่สิ่งนี้อาจทำให้คุณเปลืองเชิ้อเพลิงขึ้นอย่างมากเพราะหลักอากาศพลศาสตร์ขอรถจะเสียไป มีแรงต้านมากขึ้น สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงพอสมควร เมื่อไม่มีความจำเป้นก็ควรถอดออกจะดีกว่า

รู้รักษารถ…ในยามฝนพรำ

ย่างเข้าหน้าฝนคนมีรถคงกลุ้มใจกับปัญหามากมายที่อาจตามมา ฉบับนี้ Lisa มีข้อควรรู้ ให้สาวๆ นำไปใช้ดูแลรถในหน้าฝน มาฝากกันค่ะ


1. ตรวจเช็คความพร้อม ของที่ปัดน้ำฝนและยางรีดน้ำว่ายังใช้การได้คืออยู่หรือไม่
2. สำรวจระบบไฟ ทั้งไฟหน้า-ท้าย ไฟเลี้ยว ไฟกะพริบ ไฟถอยหลัง เวลาฝนตกหนักไฟเหล่านี้จะช่วยเราได้
3. หมั่นเติมน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน หากฝนตกหนักช่วงกลางคืนรถจะใช้กระแสไฟฟ้ามาก แบตเตอรี่อาจจะอ่อนลงได้
4. เติมลมให้พอดีและตรวจยางทั้ง 4 เส้นให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ หากพบว่าดอกยางสึกมาก ควรเปลี่ยนใหม่ เวลาฝนตกถนนจะลื่นมาก หากยางไม่ดีรถจะไม่ยึดเกาะถนน เตรียมยางอะไหล่ไว้เผื่อฉุกเฉินด้วย
5 . ตรวจสอบระบบเบรกด้วยการเหยียบย้ำๆ ดูว่าเบรกสึกหรือตื้นไปมั้ย และให้เหยียบย้ำๆ มากขึ้นเมื่อขับพ้นสภาพถนนเปียก เป็นการไล่น้ำออกจากเบรกช่วยให้เกิดประสิทธิภาพดีในการใช้งานต่อไป


6. ระวังเครื่องยนต์ดับกะทันหันหากขับเร็วเกินไปในขณะที่ฝนตก
เพราะหากขับเร็วเครื่องยนต์จะร้อนจัดเมื่อปะทะกับความเย็นภายนอกเครื่องจะน๊อก มีผลทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นเหตุให้เครื่องยนต์ดับได้
7. ถ้าเครื่องยนต์ดับให้เปิดฝากกระโปรง แล้วใช้ผ้าแห้งซับเครื่องยนต์ ควรมีสเปรย์ฉีดไล่ความชื้นติดรถไว้ด้วย
8. หากเกิดฝ้าบริเวณกระจกหน้า ให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดเป็นระยะๆ เพื่อทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่
9. หากหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ถนนมีน้ำท่วมขังไม่ได้ให้ปิดเครื่องปรับอากาศชั่วคราวเพราะน้ำอาจจะเข้าไปที่พัดลมทำให้เสียได้ และพัดลมหม้อน้ำจะตีเอาน้ำที่เข้ารถเป็นละอองเข้าในห้องเครื่องเป็นสาเหตุให้รถดับได้
10. ถ้าไม่รีบเกินไปนัก ควรหยุดพักรถข้างทางพร้อมเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อความปลอดภัย

เครดิต : kapook.com

 

สุดยอดรถยนต์ดีไซน์สุดคลาสสิกจาก BMW

สุดยอดรถยนต์ดีไซน์สุดคลาสสิกจาก BMW

ถ้าพูดถึงบริษัทรถยนต์ตรากังหันสีฟ้าอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงหนึ่งในสุดยอดผู้ผลิตยานยนต์สมรรถนะดีเยี่ยม ดีไซน์เร้าใจ ซึ่งถือเป็นรถในฝันของใครหลายคนเลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่าค่ายรถจากประเทศเยอรมนีเริ่มผลิตรถยนต์มาเกือบร้อยปีแล้ว และได้สร้างสรรค์ยนตกรรมที่เป็นต้นแบบของรถยนต์ทั่วโลกออกมาเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ดังนั้นกระปุกดอทคอมเลยขออาสาพาคุณ ย้อนไปดูบรรดายอดรถที่คัดมาแล้วว่าคลาสสิกที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยูจากเว็บไซต์ dmarge.com มาให้ได้ชมกันแล้วคะ

BMW 3/15 รุ่นปี 1928

นี่คือรถยนต์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยูที่จำหน่ายเชิงพาณิชย์ สร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1927 ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 797 ซีซี กำลัง 15 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดา 3 สปีด ซึ่งสิ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้อยู่ในความสนใจคงอยู่ที่ดีไซน์การออกแบบของตัวรถที่ดูสวยงามเตะตาคนที่ผ่านมาพบเห็นนั่นเอง และแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ความคลาสสิกของมันก็ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจคนไม่เสื่อมคลาย

BMW 328 Mille Miglia รุ่นปี 1939

เป็นรถยนต์รุ่นหนึ่งที่ทางบีเอ็มดับเบิลยูต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะเป็นรถที่ชนะรายการ Mille Miglia ซึ่งเป็นการแข่งขันด้วยระยะทางกว่า 1,600 กิโลเมตร โดยรถรุ่นนี้พกพาเครื่องยนต์ขนาด 2,000 ซีซี กำลัง 80 แรงม้า ตัวถังอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา และมีความเร็วสูงถึง 150 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเร็วมากในยุคนั้นเลยทีเดียว

BMW 328 Roadster รุ่นปี 1940

บีเอ็มดับเบิลยูคันนี้เป็นรถรุ่นเดียวกับรถข้างต้นที่เพิ่งกล่าวถึงไป แต่ได้ทำการปรับดีไซน์ภายนอกใหม่ เพิ่มความเป็นรถสปอร์ตโร้ดสเตอร์ที่สมัยนั้นนิยมรถฝากระโปรงเรียบ และสีสันสดใสเข้าไป ทำให้ BMW 328 Roadster รุ่นปี 1940 ดูมีเสน่ห์มากขึ้นเป็นกอง

BMW 501 Barockengel รุ่นปี 1952

รถหรูรุ่นแรก ๆ จากบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในเวลานั้น มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2,000 ซีซี กำลัง 65 แรงม้า ซึ่งต่อมายังมีการเพิ่มรุ่นคูเป้และเปิดประทุนเข้าไปอีกด้วย โดยใช้เครื่องยนต์ขนาด 3,200 ซีซี แรงถึง 160 แรงม้าเลยทีเดียว

BMW Isetta รุ่นปี 1952

รถยนต์คันจิ๋วรูปทรงคล้ายไข่ที่ได้ฉายาว่า Bubble Car ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งของบีเอ็มดับเบิลยู เป็นรถเครื่องยนต์สูบเดียว มีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่ 250 ไปจนถึง 600 ซีซี และจำหน่ายในเยอรมนี, อิตาลี, ฝรั่งเศส, สเปน, เบลเยียม และบราซิลเท่านั้น โดยขายได้เป็นจำนวนทั้งหมดราว 161,728 คัน

BMW 507 รุ่นปี 1956

สปอร์ตโร้ดสเตอร์คันงามมีรุ่นนี้ วางเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3,000 ซีซี กำลัง 150 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ซึ่งคนรักรถหลายคนต่างพากันหลงใหลในความงามของมัน แต่น่าเสียดายที่ตั้งราคาสูงไปนิดในสมัยนั้น จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก โดยผลิตจำหน่ายเพียง 252 คันเท่านั้น

BMW 2000 รุ่นปี 1966

มีอีกชื่อหนึ่งว่า บีเอ็มดับเบิลยู นิว คลาส (BMW New Class) เป็นรถขนาดคอมแพคท์ซีดานที่ช่วยกู้สถานะทางการเงินของบีเอ็มดับเบิลยู และกลายเป็นต้นแบบของสปอร์ตซีดานทุกรุ่นตั้งแต่นั้นมา โดยนิว คลาส พกพาเครื่องยนต์ขนาด 1,500-2,000 ซีซี ที่พร้อมจะพาผู้โดยสารทะยานไปถึงจุดหมายไปด้วยความราบรื่น

BMW M1 รุ่นปี 1978

รู้จักกันในนามของตัวถัง E26 เป็นรุ่นที่บีเอ็มดับเบิลยูร่วมมือกับแลมโบกินี (Lamborghini) เพื่อสร้างรถแข่งและผลิตรถสปอร์ตสำหรับจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลาย โดยเครื่องยนต์รุ่นสูงสุดนั้นมีกำลังสูงถึง 850 แรงม้าเลยทีเดียว

BMW 323i รุ่นปี 1978

รุ่นนี้มีรหัสตัวถังคือ E31 เป็นต้นตระกูลของซีรีส์ 3 เป็นรถคอมแพคท์ของบีเอ็มดับเบิลยูซึ่งยังคงพัฒนาต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน โดย 323i ถือเป็นรุ่นที่แรงสุดในยุคนั้น โดยมีกำลังมากถึง 143 แรงม้า

 

BMW 528i รุ่นปี 1981

รุ่นที่ 2 ของบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 5 รหัสตัวถัง E28 เป็นรถขนาดกลางของค่ายที่ได้รับความนิยมมาตลอด และในรุ่น 528i นี้ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2,800 ซีซี พร้อมดีไซน์ภายในสุดเนี้ยบทำให้รถรุ่นนี้แรงและหรูได้ใจไม่น้อย

 

BMW 750iL รุ่นปี 1987

ซีรีส์ 7 นับเป็นบีเอ็มดับเบิลยูที่หรูที่สุดของค่าย โดยในรุ่นปี 1986 บีเอ็มดับเบิลยูได้ส่งซีรีส์ 7 รหัส E32 ซึ่งใช้เวลาพัฒนาจากรุ่นก่อนถึง 7 ปี โดยในรุ่น 750iL คือรุ่นสูงสุดของซีรีส์นี้ ภายในครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ แม้กระทั่งกล่องเก็บความเย็น พร้อมเครื่องยนต์ขนาดยักษ์ 5,000 ซีซี กำลัง 300 แรงม้า

สำหรับรถบีเอ็มดับเบิลยูทั้ง 11 คันนี้ ถือเป็นแรงบันดาลใจของบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นต่อ ๆ มาในปัจจุบันอย่างชัดเจน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์จากค่ายรถกังหันสีฟ้านั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้ใคร แถมด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีระดับหัวแถวของแต่ละยุค จึงไม่แปลกที่หลายคนก็อยากเป็นเจ้าของยนตกรรมจากค่ายนี้สักครั้งในชีวิตเลยล่ะคะ

เครดิต : http://car.kapook.com/view67378.html



แจ่ม! โตโยต้ารับจองคราวน์รุ่นพิเศษสีชมพูสดทั้งคัน

 

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัวรถยนต์โตโยต้า คราวน์ (Toyota Crown) รุ่นพิเศษที่จะผลิตจำนวนจำกัดตามออเดอร์เท่านั้น โดยมาพร้อมกับตัวถังสีชมพูสดทั้งคัน ซึ่งทางโตโยต้าประเทศญี่ปุ่นจะทำการเปิดรับจองรุ่นพิเศษนี้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2013 หรือราวหนึ่งเดือนพอดิบพอดี

รถโตโยต้าคราวน์รุ่นพิเศษนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญการตลาดอันแหวกแนวและท้าทายของโตโยต้าประเทศญี่ปุ่นเอง ที่ได้เปิดแถลงไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว โดยรุ่นย่อยที่จะนำมาให้จับจองกันนั่นคือ รุ่น Athlete G (ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด ขับเคลื่อนสองล้อ) และ Athlete G iFour (เครื่องเบนซินขนาด 2.5 ลิตร ขับเคลื่อนสี่ล้อ) ยังไม่พอ! โฉมภายในก็ได้รับการตกแต่งให้เข้ากับสีชมพูของตัวรถด้านนอกอีกด้วย โดยเน้นธีมสีขาว ผสมกลิ่นอายของสีชมพูเข้าไป ดูน่าแปลกตาพอสมควร ซึ่งในส่วนนี้ ทางโตโยต้าได้เชิญนาย Terry Ito ผู้ซึ่งเป็นดาราและโปรดิวเซอร์ชื่อดังชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ออกแบบให้

สนนราคารุ่น 2.5 ลิตรนั้น เริ่มต้นที่ 5,130,000 เยน หรือประมาณ 1,635,000 บาท โดยราคานี้ยังไม่รวมค่าทำสีชมพูนะครับ ทางโตโยต้าจะประกาศราคาสี่พิเศษนี้อีกครั้งเมื่อใกล้ถึงวันเปิดจอง

ซึ่งงานนี้คงถูกใจสาวญี่ปุ่นกระเป๋าหนักไม่ใช่เล่น

 

ที่มา : http://auto.sanook.com

 

Thailand first of nissan presea… ” presilvia s14 “

ตัวรถเป็น nissan presea r11 ได้ทำการ faceoff เป็น s14 เป็นความแปลกใหม่ในวงการรถบ้านเรา โดยที่เจ้าของไม่ได้ต้องการอ้างอิงหรือยึดติดกับ style ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเจ้าของยึดถือตามความเหมาะสม และ ความชอบของตัวเอง ทำให้ผมคิดว่าภาพรวมที่ออกมา เป็นความแปลกใหม่ ที่ลงตัว

เชิญชมภาพกันได้เลย


 

ที่มา : rcw.ms


Renault DeZir สปอร์ทคูเป้

 

Renault กลับมาอวดของอีกครั้งด้วยการเปิดภาพของรถแนวคิดที่ชื่อ DeZir ที่ตัว Z มีความหมายมาจากคำว่า Zero Emission จึงไม่แปลกใจที่รถรุ่นนี้ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน จุดประสงค์ของการสร้าง DeZir ขึ้นมาก็คือ การสื่อสารให้สาธารณชนรับรู้ถึงภาษาการออกแบบยุคใหม่ของ Renault ซึ่งรถคูเป้ 2 ประตูพร้อมประตูปีกนกรุ่นนี้ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้ชัดเจนผ่านเส้นลายที่ดูทันสมัยล้ำยุค

 

Renault DeZir ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์หรือประมาณ 150 แรงม้า โดยมีแรงบิดสูงสุดที่ 226 นิวตันเมตร ที่มีการส่งไฟฟ้าไปขับเคลื่อนมอเตอร์จากชุดแบตเตอรี่ลิเธี่ยมอิออนขนาด 24 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมีการติดตั้งในแนวตั้งด้านหลังของเบาะที่นั่งด้านหลัง โดย DeZir มีระยะทางทำการ 160 กิโลเมตรก่อนที่พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ดังกล่าวจะหมดลงเพื่อทำการชาร์จไฟใหม่อีกครั้ง

 

ในห้องโดยสารมีการใช้เบาะนั่งสีขาวแซมด้วยเส้นสีแดงเรืองแสงเหมือนรถในอนาคต โดยทีมงานออกแบบในเรื่องวัสดุและสีที่ใช้ นาย Stéphanie Petit เผยว่าการที่ออกแบบในลักษณะนี้ก็เพื่อต้องการให้ผู้ขับขี่มีความรู้สึกผ่อนคลายเสมือนกำลังนั่งอยู่บนปุยเมฆ

 

BMW 2011

 

BMW ได้เปิดตัวรถแข่ง Z4 GT3 ในเดือนมีนาคมปี 2010 ที่ผ่านมา แต่ล่าสุดค่ายรถจากเมืองเบียร์รายนี้ได้เผยโฉม Z4 GT3 รุ่นที่เพิ่งปรับปรุงล่าสุด ที่เน้นในเรื่องอากาศพลศาสตร์เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถรับมือกับคู่แข่งในการแข่งขันปีนี้ได้ นอกจากนั้นวิศวกรของ BMw ยังได้ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ความจุ 4.4 ลิตร รุ่นใหม่ โดยกำลังจะถูกส่งไปยังเพลาผ่านกล่องเกียร์อนุกรม 6 สปีด ซึ่งการเปลี่ยนเกียร์จะถูกกระทำผ่าน 2 shift paddle อย่างไรก็ตาม BMW ยังไม่เปิดเผยตัวเลขด้านสมรรถนะ โดยเครื่องยนต์เดิมที่เป็นเครื่อง V8 4.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 473 แรงม้า

 

 

 

 

GCLUB คาสิโนออนไลน์ เล่นไพ่ออนไลน์