Category Archives: new car

แจกเสื้อฟรี สนใจไหม ?

เพียงแค่ กด like & share และร่วมตอบคำถาม มีสิทธิ์ได้เสื้อฟรี

240-400

สุดยอดรถยนต์ดีไซน์สุดคลาสสิกจาก BMW

สุดยอดรถยนต์ดีไซน์สุดคลาสสิกจาก BMW

ถ้าพูดถึงบริษัทรถยนต์ตรากังหันสีฟ้าอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงหนึ่งในสุดยอดผู้ผลิตยานยนต์สมรรถนะดีเยี่ยม ดีไซน์เร้าใจ ซึ่งถือเป็นรถในฝันของใครหลายคนเลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่าค่ายรถจากประเทศเยอรมนีเริ่มผลิตรถยนต์มาเกือบร้อยปีแล้ว และได้สร้างสรรค์ยนตกรรมที่เป็นต้นแบบของรถยนต์ทั่วโลกออกมาเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ดังนั้นกระปุกดอทคอมเลยขออาสาพาคุณ ย้อนไปดูบรรดายอดรถที่คัดมาแล้วว่าคลาสสิกที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยูจากเว็บไซต์ dmarge.com มาให้ได้ชมกันแล้วคะ

BMW 3/15 รุ่นปี 1928

นี่คือรถยนต์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยูที่จำหน่ายเชิงพาณิชย์ สร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1927 ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 797 ซีซี กำลัง 15 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดา 3 สปีด ซึ่งสิ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้อยู่ในความสนใจคงอยู่ที่ดีไซน์การออกแบบของตัวรถที่ดูสวยงามเตะตาคนที่ผ่านมาพบเห็นนั่นเอง และแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ความคลาสสิกของมันก็ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจคนไม่เสื่อมคลาย

BMW 328 Mille Miglia รุ่นปี 1939

เป็นรถยนต์รุ่นหนึ่งที่ทางบีเอ็มดับเบิลยูต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะเป็นรถที่ชนะรายการ Mille Miglia ซึ่งเป็นการแข่งขันด้วยระยะทางกว่า 1,600 กิโลเมตร โดยรถรุ่นนี้พกพาเครื่องยนต์ขนาด 2,000 ซีซี กำลัง 80 แรงม้า ตัวถังอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา และมีความเร็วสูงถึง 150 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเร็วมากในยุคนั้นเลยทีเดียว

BMW 328 Roadster รุ่นปี 1940

บีเอ็มดับเบิลยูคันนี้เป็นรถรุ่นเดียวกับรถข้างต้นที่เพิ่งกล่าวถึงไป แต่ได้ทำการปรับดีไซน์ภายนอกใหม่ เพิ่มความเป็นรถสปอร์ตโร้ดสเตอร์ที่สมัยนั้นนิยมรถฝากระโปรงเรียบ และสีสันสดใสเข้าไป ทำให้ BMW 328 Roadster รุ่นปี 1940 ดูมีเสน่ห์มากขึ้นเป็นกอง

BMW 501 Barockengel รุ่นปี 1952

รถหรูรุ่นแรก ๆ จากบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในเวลานั้น มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2,000 ซีซี กำลัง 65 แรงม้า ซึ่งต่อมายังมีการเพิ่มรุ่นคูเป้และเปิดประทุนเข้าไปอีกด้วย โดยใช้เครื่องยนต์ขนาด 3,200 ซีซี แรงถึง 160 แรงม้าเลยทีเดียว

BMW Isetta รุ่นปี 1952

รถยนต์คันจิ๋วรูปทรงคล้ายไข่ที่ได้ฉายาว่า Bubble Car ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งของบีเอ็มดับเบิลยู เป็นรถเครื่องยนต์สูบเดียว มีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่ 250 ไปจนถึง 600 ซีซี และจำหน่ายในเยอรมนี, อิตาลี, ฝรั่งเศส, สเปน, เบลเยียม และบราซิลเท่านั้น โดยขายได้เป็นจำนวนทั้งหมดราว 161,728 คัน

BMW 507 รุ่นปี 1956

สปอร์ตโร้ดสเตอร์คันงามมีรุ่นนี้ วางเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3,000 ซีซี กำลัง 150 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ซึ่งคนรักรถหลายคนต่างพากันหลงใหลในความงามของมัน แต่น่าเสียดายที่ตั้งราคาสูงไปนิดในสมัยนั้น จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก โดยผลิตจำหน่ายเพียง 252 คันเท่านั้น

BMW 2000 รุ่นปี 1966

มีอีกชื่อหนึ่งว่า บีเอ็มดับเบิลยู นิว คลาส (BMW New Class) เป็นรถขนาดคอมแพคท์ซีดานที่ช่วยกู้สถานะทางการเงินของบีเอ็มดับเบิลยู และกลายเป็นต้นแบบของสปอร์ตซีดานทุกรุ่นตั้งแต่นั้นมา โดยนิว คลาส พกพาเครื่องยนต์ขนาด 1,500-2,000 ซีซี ที่พร้อมจะพาผู้โดยสารทะยานไปถึงจุดหมายไปด้วยความราบรื่น

BMW M1 รุ่นปี 1978

รู้จักกันในนามของตัวถัง E26 เป็นรุ่นที่บีเอ็มดับเบิลยูร่วมมือกับแลมโบกินี (Lamborghini) เพื่อสร้างรถแข่งและผลิตรถสปอร์ตสำหรับจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลาย โดยเครื่องยนต์รุ่นสูงสุดนั้นมีกำลังสูงถึง 850 แรงม้าเลยทีเดียว

BMW 323i รุ่นปี 1978

รุ่นนี้มีรหัสตัวถังคือ E31 เป็นต้นตระกูลของซีรีส์ 3 เป็นรถคอมแพคท์ของบีเอ็มดับเบิลยูซึ่งยังคงพัฒนาต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน โดย 323i ถือเป็นรุ่นที่แรงสุดในยุคนั้น โดยมีกำลังมากถึง 143 แรงม้า

 

BMW 528i รุ่นปี 1981

รุ่นที่ 2 ของบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 5 รหัสตัวถัง E28 เป็นรถขนาดกลางของค่ายที่ได้รับความนิยมมาตลอด และในรุ่น 528i นี้ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2,800 ซีซี พร้อมดีไซน์ภายในสุดเนี้ยบทำให้รถรุ่นนี้แรงและหรูได้ใจไม่น้อย

 

BMW 750iL รุ่นปี 1987

ซีรีส์ 7 นับเป็นบีเอ็มดับเบิลยูที่หรูที่สุดของค่าย โดยในรุ่นปี 1986 บีเอ็มดับเบิลยูได้ส่งซีรีส์ 7 รหัส E32 ซึ่งใช้เวลาพัฒนาจากรุ่นก่อนถึง 7 ปี โดยในรุ่น 750iL คือรุ่นสูงสุดของซีรีส์นี้ ภายในครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ แม้กระทั่งกล่องเก็บความเย็น พร้อมเครื่องยนต์ขนาดยักษ์ 5,000 ซีซี กำลัง 300 แรงม้า

สำหรับรถบีเอ็มดับเบิลยูทั้ง 11 คันนี้ ถือเป็นแรงบันดาลใจของบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นต่อ ๆ มาในปัจจุบันอย่างชัดเจน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์จากค่ายรถกังหันสีฟ้านั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้ใคร แถมด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีระดับหัวแถวของแต่ละยุค จึงไม่แปลกที่หลายคนก็อยากเป็นเจ้าของยนตกรรมจากค่ายนี้สักครั้งในชีวิตเลยล่ะคะ

เครดิต : http://car.kapook.com/view67378.html



7 วิธีซื้อรถมือสองให้ปลอดภัย

ตามปกติทั่วไปแล้ว ถ้าคุณคิดจะซื้อรถยนต์มือสองมาสักคันหนึ่ง คุณคงตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราควรเลือกซื้ออย่างไรดี ซื้อมาแล้วจะคุ้มหรือไม่ เนื่องจากเป็นสินค้ามือสองทำให้คุณต้องใช้ความคิดอย่างหนักเลยทีเดียว เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น เราขอแนะนำเคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกซื้อรถยนต์มือสองเบื้องต้น รับรองได้ว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

1. หาข้อมูล

หากว่าตอนนี้คุณยังไม่มีไอเดียเลยว่าควรเลือกรถแบบไหนดี การลองหาข้อมูลของรถอาจช่วยคุณได้บ้าง ลองตั้งงบประมาณเบื้องต้นของรถที่คุณคิดจะซื้อ จากนั้นก็ลองหาข้อมูลดูว่ามีรถรุ่นไหนบ้างที่ราคาเท่ากับที่คุณคาดเอาไว้ ต่อมาก็ลองดูความคิดเห็นของรถที่คุณสนใจอยู่จากเว็บไซต์รีวิวรถ หรือลองถามเพื่อนที่มีความรู้และช่างที่คุณคุ้นเคยก็ได้ สุดท้ายคุณก็ตัดตัวเลือกให้เหลือเพียงแค่คันเดียวแล้วพิจารณาดูศูนย์จำหน่ายรถหลาย ๆ ที่ด้วยว่าราคาจากศูนย์ไหนที่คุณพึงพอใจมากที่สุด

2. ตรวจสอบตัวรถเบื้องต้น

คงเป็นเรื่องที่ดีกว่าถ้าคุณลองตรวจสอบรถดูก่อนว่ามีจุดบกพร่องตรงไหนบ้าง สำหรับด้านนอกรถพยายามเช็คดูว่าตัวรถประตูข้างมีรอยบุบหรือรอยขีดข่วนไหม โดยลองดูให้หมดทั้งจุดที่คุณมองด้วยตาเปล่าเห็น ส่วนบริเวณภายในตัวรถนั้นต้องตรวจสอบระบบเสียง เบาะที่นั่ง พรมหน้าปัดรถ เครื่องปรับอากาศ ทั้งหมดอย่างระมัดระวังว่ายังใช้ได้อย่างที่ควรจะเป็นหรือเปล่า ตรวจดูเข็มระยะทางด้วยว่าสัมพันธ์กับปีที่ผลิตหรือปีที่บอกกล่าวในใบประกาศขายด้วย เพราะไม่แน่คุณอาจโดนย้อมแมวอยู่ก็เป็นได้

3. เครื่องยนต์

นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้สำหรับการเลือกซื้อรถยนต์ ซึ่งทางที่ดีควรมีผู้ชำนาญด้านเครื่องยนต์ไปตรวจสอบด้วย ลองสตาร์ทเครื่องดูว่าเครื่องยนต์มีสภาพเป็นอย่างไร ติดง่ายหรือไม่ เครื่องยนต์เดินสะดวกไม่มีอาการสะดุดหรือเปล่า และลองฟังเสียงเครื่องยนต์ขณะเร่งด้วยความแรงสูงสุดและต่ำสุดด้วยว่ามีเสียงผิดปกติเกินไปหรือไม่อีกด้วย

4. บริเวณฝากระโปรงรถ

ตรวจภายในฝากระโปรงรถดูด้วยว่าเริ่มมีสนิมจับ รอยบุ๋มลึก หรือร่องรอยเสียหายอื่น ๆ อยู่หรือเปล่า นอกจากนั้นตรวจสอบท่อและและสายพานดูด้วยว่ามีรอยฉีกขาดหรือไม่ สังเกตแบตเตอรี่ด้วยว่ามีน้ำรั่วซึมไหม เพราะอาจเกิดขึ้นได้จากการดูแลรักษาที่ไม่ดีพอ และอย่าลืมเปิดฝาน้ำมันแล้วสังเกตด้วยว่ามีสารตกค้างเป็นฟองสีขาวเนื่องจากเคยเกิดการรั่วมาก่อนหรือเปล่า

5. ทดลองขับ

ควรทดลองขับเพื่อเช็คสภาพรถให้แน่ใจว่ารถมือสองที่คุณจะซื้อนั้นสามารถวิ่งบนท้องถนนได้ตามสมรรถนะของรถอย่างเต็มที่มากน้อยขนาดไหน โดยก่อนเริ่มขับรถให้หมุนพวงมาลัยซ้ายขวาดูความลื่นไหลของพวงมาลัย หลังจากนั้นให้ฟังเสียงเครื่องยนต์ขณะที่แล่นอยู่ ลองตรวจสอบระบบเบรกโดยการขับด้วยความเร็วระดับต่ำแล้วเหยียบเบรกดู ถ้าเกิดมีเสียงอะไรแปลก ๆ หรือมีอาการสั่นขณะที่เหยียบและเหวี่ยงไปมาก็คงไม่ดีแน่ อาจเป็นเพราะแคลิปเปอร์ของเบรกไม่ดีหรืออุปกรณ์เสื่อมสภาพก็เป็นได้

6. เอกสาร

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารการซื้อขายรถนั้นมีพร้อมอย่างครบถ้วน หนังสือสัญญาซื้อขาย สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขาย พร้อมหลักฐานของรถต่าง ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ตรวจดูพวกรหัสเครื่องยนต์ เลขทะเบียนรถด้วยว่าตรงกับหลักฐานของรถทุกประการหรือไม่

7. ชำระเงิน

หากว่าคุณตัดสินใจแล้วที่จะซื้อรถจากศูนย์หรือบุคคลนั้นแล้ว คุณอาจต่อรองราคาที่ต่ำกว่าราคาขายเริ่มต้นได้หากว่าสภาพรถดูแย่กว่าที่ประกาศขายในตอนแรก ที่สำคัญอย่าลืมเก็บใบเสร็จรับเงินเอาไว้ด้วยเมื่อทำการชำระเงินกับผู้ขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แม้ว่าการดูรถยนต์มือสองว่ามีความพร้อม สามารถใช้งานได้ดีตามที่ต้องการอาจกินเวลาของคุณไปบ้าง แต่ขอบอกไว้เลยว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากคุณไม่ได้ตรวจสอบรถคันนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็อาจเกิดปัญหาทั้งหลายแหล่ตามมาเป็นพรวนอย่างเช่น ถ้ารถของคุณสภาพไม่ดีพอ ก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้เมื่อนำมาขับ หรือถ้าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมา คุณก็อาจถูกตำรวจจับเพราะรับซื้อของโจรได้ จำให้ขึ้นใจเลยสำหรับสุภาษิต “ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม” ซึ่งเป็นคำพูดที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเลือกซื้อรถมือสองของคุณ

แจ่ม! โตโยต้ารับจองคราวน์รุ่นพิเศษสีชมพูสดทั้งคัน

 

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัวรถยนต์โตโยต้า คราวน์ (Toyota Crown) รุ่นพิเศษที่จะผลิตจำนวนจำกัดตามออเดอร์เท่านั้น โดยมาพร้อมกับตัวถังสีชมพูสดทั้งคัน ซึ่งทางโตโยต้าประเทศญี่ปุ่นจะทำการเปิดรับจองรุ่นพิเศษนี้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2013 หรือราวหนึ่งเดือนพอดิบพอดี

รถโตโยต้าคราวน์รุ่นพิเศษนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญการตลาดอันแหวกแนวและท้าทายของโตโยต้าประเทศญี่ปุ่นเอง ที่ได้เปิดแถลงไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว โดยรุ่นย่อยที่จะนำมาให้จับจองกันนั่นคือ รุ่น Athlete G (ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด ขับเคลื่อนสองล้อ) และ Athlete G iFour (เครื่องเบนซินขนาด 2.5 ลิตร ขับเคลื่อนสี่ล้อ) ยังไม่พอ! โฉมภายในก็ได้รับการตกแต่งให้เข้ากับสีชมพูของตัวรถด้านนอกอีกด้วย โดยเน้นธีมสีขาว ผสมกลิ่นอายของสีชมพูเข้าไป ดูน่าแปลกตาพอสมควร ซึ่งในส่วนนี้ ทางโตโยต้าได้เชิญนาย Terry Ito ผู้ซึ่งเป็นดาราและโปรดิวเซอร์ชื่อดังชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ออกแบบให้

สนนราคารุ่น 2.5 ลิตรนั้น เริ่มต้นที่ 5,130,000 เยน หรือประมาณ 1,635,000 บาท โดยราคานี้ยังไม่รวมค่าทำสีชมพูนะครับ ทางโตโยต้าจะประกาศราคาสี่พิเศษนี้อีกครั้งเมื่อใกล้ถึงวันเปิดจอง

ซึ่งงานนี้คงถูกใจสาวญี่ปุ่นกระเป๋าหนักไม่ใช่เล่น

 

ที่มา : http://auto.sanook.com

 

5 เรื่องต้องเช็ค ก่อนเดินทางในหน้าเทศกาล

เมื่อพูดถึงในวาระดิถีปีใหม่แล้ว ช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังมีแผนในการเดินทางไปเที่ยวตามต่างจังหวัด บ้างก็กลับบ้านเพื่อร่วมฉลองเทศกาลที่บ้านเกิดเมืองนอน แต่ทุกครั้งในหลายปีที่ผ่านมา แต่ในขณะที่เราหลายคนอาจจะกังวลเรื่องของการขับขี่ที่ต้องปลอดภัยไว้ก่อน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คงเป็นเรื่องของการดูแลรักษารถยนต์ เพื่อมิให้ไปตายกลางทางเมื่อยามที่ต้องเดินทางไกล


แม้รถยนต์จะขับได้ในยามที่เราใช้งานปกติ แต่ต้องยอมรับว่า บางทีการเดินทางไกลๆ เป็นเวลานาน ก็ส่งผลให้เครื่องยนต์รวมถึงระบบอื่น ของตัวรถมีการทำงานที่หนักมาขึ้นเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และวันนี้ ถ้าหากต้องเดินทางไกล บางทีการเช็ครถเป็นสิ่งที่ควรเร่งทำ เพื่อให้การเดินทางไม่สะดุดติดขัดในการทางเดินทาง

1.แบตเตอร์รี่ เราอาจจะคิดว่าเราไม่ได้ใช้งานมันมากมายนัก แต่แบตเตอร์รี่เป็นสิ่งที่เราใช้งานแอย่างเป็นประจำแบบไม่คาดคิด ยิ่งกับใครที่ชอบฟังเครื่องเสียงดีๆบ่อยๆแล้สวมีโอกาสที่แบตเตอร์รี่จะกลับบ้านเก่าไว กว่าปกติ เช่นเดียวกับการใชงานที่น้อยบางครั้งก็ทำให้แบตเตอร์รี่เสื่อมสภาพได้เช่นกัน

อาการแบตเตอร์รี่เสื่อมสภาพนั้นสามารถตรวจเช็คได้ง่าย สังเกตจากการสตาร์ทรถยนต์ในแต่ละครั้งดีที่สุด ซึ่งแบตเตอร์รี่ที่ดี ต้องเก็บประจุไฟได้ดี ทำให้มีแรงดันไฟฟ้าที่เพียงพอต่อการสตาร์ทรถอย่างง่ายดายกว่าแบตเตอ์รี่ที่เริ่มมีอาการเสื่อมถอย

2.ยาง เชื่อไหวว่าชีวิตของเรานั้นพึ่งอยู่กับยางรถยนต์มากกว่าที่คิด เพราะมันคือสิ่งที่ตัดสินความปลอดภัยในชีวิตทุกครั้งที่เราขับขี่ .. แม้หลายคนจะไม่ได้คิดถึงข้อนี้ แต่อย่างน้อยที่สุด คุณควรจะตรวจสอบยางก่อนเดินทางเพื่อให้รู้ว่าสภาพยางเป้นเช่นไรเหมาะสมต่อการขับขี่หรือไม่อย่างไร  โดยในเบื้องต้นเริ่มจากการเช็คลมยางของรถให้มีแรงดันเท่ากัน จากนั้นตรวจสอบเนื้อยางว่าเหลือมากน้อยเพียงใด โดยดูจากขีดกลางที่อยู่ระหว่างร่องยาง หรือ สะพานยางว่า เหลือมากน้อยเท่าใด หากเหลือน้อยหรือเท่ากับเส้นดังกลาง ควรจะเปลี่ยนยางก่อนเดินทาง เพื่อลดการสุ่มเสียงยางระเบิด โดยเฉพาะใครที่ขับด้วยความเร็วเป็นประจำ ควรหมั่นเช็คให้มั่นใจ

3.เบรก หลายครั้งที่เราพบว่า การเดินทางจบลงด้วยอุบัติเหตุเพียงเพราะ เราไม่ได้ดูแลรถยนต์ และเบรกก็มักเป็นจำเลยที่พบเป็นประจำเพียงแค่เราประมาท คิดว่าเบรกยังสามารถใช้งานได้ดีอยู่เลย

ระบบเบรกคือสิ่งเดียวในรถที่ช่วยชีวิตคุณได้ และมันมีความสำคัญอย่างมากในการขับขี่ แม้เบรกจะทำงานได้ดีอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่เราก็ควรต้องตรวจสอบสม่ำเสมอ โดยสังเกตจากระดับน้ำมันเบรกว่าที่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากมีการเปลี่ยนแปลง ควรรีบตรวจสอบโดยทันที และในกรณีที่เข้าขั้นวิกฤติคุณอาจจะพบว่าเบรกมีเสียงดังเวลาใช้งาน ซึ่งหมายถึงว่า เบรกคุณหมดแล้วนั่นเอง แต่ข้อหนึ่งที่ต้องนึกไว้กหากจะเปลี่ยนเบรกคือว่า เบรกนั้นต้องใช้เวลาในการรันอิน ซึ่งเราควรจะเตรียมการตั้งแต่เนิ่นๆ

4.หม้อน้ำ ระบบระบายความร้อนนน่าจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่เรานึกถึงน้อยที่สุดในการขับขี่ เลยก็ว่าได้ และเป็นระบบที่มีความเสี่ยงสูง เพราะกว่าเราจะรู้โดยมากก็ไม่พ้นความร้อนขึ้น จนอาจจะส่งผลถึงเครื่องยนต์พังคาถนนนเลยก็มีให้เห็น เรื่องอาการตัวร้อนนั้น แม้จะไม่มีทางทราบมาก่อน แต่ก็สามารถป้องกันได้ โดยการตรวจสอบที่พักน้ำสำรองว่ามีการพร่องหายหรือไม่ เช่นเดียวกับสภาพน้ำหล่อเย็นมีสภาพเป็นสนิมหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง เช่นเดียวกับระบบพัดลมไฟฟ้า ควรตรวจสอบว่ามีการทำงานปกติหรือไม่ ด้วย และถ้าพบปัญหาก็ควรรีบแก้ไขโดยทันที

5.ระบบปรับอากาศ แม้จะไม่ใช่ระบบที่สำคัญเกี่ยวข้องกับการการขับขี่รถยนต์โดยตรง แต่หากต้องเดินทางไกล คงจะไม่มีใครอยากจะเดินทางแบบเหงื่อตก และระบบปรับอากาศเป็นตัวช่วยสำคัญในการขับขี่  ที่ช่วยในการเดินทางไม่หงุดหงิดงุ่นง่าน การตรวจสอบระบบแอร์นั้น ทางที่ดีควรพึ่งผู้เชี่ยวชาญ แต่ถ้าคิดว่ารถเรายังมีความเย็นจากแอร์ที่รถยังดีอยู่ ก็ไม่ได้จำเป็นนักที่จะต้องเช็คอะไรให้ยุ่งยาก

ความจริงการดูแลรถยนต์นั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากอย่างที่คิดและคุณก็สามารถที่จะตรวจสอบเองได้ และเมื่อเรารู้ก่อนที่มันจะเสียหาย ก็ยังเป็นช่วยป้องกันค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากได้รับความเสียหาย

 

 

 

 

วิธีกำจัดกลิ่นอับในรถ

วิธีกำจัดกลิ่นอับในรถ

หน้าฝนปีที่แล้วนำข้อมูลเกี่ยวกับการกำจัดกลิ่นอับในรถมานำเสนอไปแล้ว ปีนี้มาทบทวนความจำเพื่อนำไปใช้ในช่วงหน้าฝนปีนี้อีกครั้ง เพราะหลายคนเจอปัญหากลิ่นอับในรถจากความชื้นบ่อย เป็นได้ทั้งรถใหม่และรถเก่า ส่วนวิธีแก้ไขมีหลายตำรา ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีง่ายๆ เช่น

1.ให้กำจัดน้ำหอมทุกประเภท จากรถ

2.ให้ซื้อใบชาจีนแห้งที่ใช้ชงกิน ประมาณ 1-2 กล่อง แล้วแต่ปริมาณความเหม็น เทใส่ห่อผ้า ความสวยงามของห่อผ้าแล้วแต่ดีไซน์ วางเอาไว้หน้ารถ

3.ให้กด A/C เพื่อปิดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ และเปิดพัดลมให้แรงสุด ก่อนดับเครื่องประมาณ 2-3 นาที

4.วันหยุดให้นำรถตากแดด เปิดประตูรถทั้ง 4 บาน ทิ้งไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง นำแผ่นยางและพรมปูพื้นออกมาตากแดดนอกตัวรถ

หากทำได้ดังนี้เดือนละ 2-3 ครั้ง ปัญหากลิ่นอับต่างๆ ก็จะหายไปได้

ส่วนใครอยากจะใช้วิธีธรรมชาติ ขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ก็จะประหยัดและเป็นผลดีต่อสุขภาพ เช่น เทน้ำส้มสายชู 2-4 ช้อนโต๊ะใส่ถ้วยเล็กๆ นำไปตั้งทิ้งไว้ในรถประมาณ 1-2 ชั่วโมง ความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูจะช่วยดูดกลิ่นอับชื้นในรถให้หายไป

สำหรับถ่านไม้ ก็เป็นวิธีแก้ปัญหาขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ยอดนิยมเช่นกัน นำถ่านไม้ 1-2 ก้อนใส่ในถุงผ้าแล้วห้อยไว้ในรถ ช่วยดับกลิ่นได้ การทำความสะอาดเบาะรถ แค่นำรถไปจอดกลางแดด จากนั้นเปิดประตูทุกบาน แล้วใช้ไม้ตีที่นอนทำจากหวายตีที่เบาะและพนักพิงให้ทั่ว จะทำให้ฝุ่นละอองและคราบสกปรกที่สะสมอยู่ในเบาะผ้าหลุดออก หรือใครจะใช้ ดอกไม้สมุนไพร เช่น ใบเตย ใบมะกรูด ดอกมะลิ ใส่ไว้ในรถ สมุนไพรเหล่านี้นอกจากจะมีน้ำมันหอมระเหยตามธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายแล้ว ยังปลอดภัยต่อสุขภาพด้วย

“หลับใน“ เรื่องอันตราย ในการขับขี่

ทุกวันนี้ที่การทำงานของพวกเราต่างสร้างความเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อยๆนั้น ทำให้เราได้ยินคำว่า “หลับใน” บ่อยมากยิ่งขึ้น และ ล่าสุดกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิก เมื่อพระเอกหนุ่มชื่อดังของประเทศ เวียร์ ศุกลวัตน์ หลับในกลางกรุง จนเกิดอุบัติเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากความประมาท

แน่นอน..ความประมาท เป็นบ่อเกิดอุบัติเหตุและในครั้งนี้คงเป้นที่จดจำของพระเอกหนุ่มไปอีกแสนนาน ทว่าอาการหลับในที่เกิดขึ้นจนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้นั้น เป็นเรื่องที่หลายคนไม่คาดคิด โดยเฉพาะหนุ่ม-สาวที่ชอบ Work Hard-Play Hard

อาการหลับในนั้น เป็นอาการหนึ่งของความเหนื่อยล้าที่เราสามารถรู้สึกได้และมันมีสัญญาณ ก่อนหน้า ที่บ่งบอกว่าร่างกายอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก และต้องการพักผ่อนเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การทำงานหรือกิจกรรมใดที่ใช้เรี่ยวแรง หรือก่อให้เกิดความเครียดเป็นพิเศษนั้น จะทำให้ร่างกายต้องการพักผ่อนเร้วยิ่งขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเมื่อคุณต้องการพักผ่อน แน่นอนวิธีที่ดีสุด คือการนอน และร่างกายเราก็ไม่รู้จักวิธีอื่น ที่ทำให้มันสดชื่น จึงเป็นที่มาของอาการหลับใน ที่เป็นอันตรายอาจจะถึงชีวิตเลยทีเดียว

อาการหลับในนั้น โดยมากจะเกิดขึ้น เมื่อคุณขาดการพักผ่อนอย่างต่อเนื่อง และมีอาการเหนื่อยล้าระหว่างวันรวมอยู่ด้วย ทำให้เราอาจจะรู้สึกไม่สดชื่นระหว่างวัน และเมื่อใดก็ตามที่มีสถานที่หรืออยุ่ในที่เงียบๆ เป็นระยะเวลานาน ร่างกายก็จะปิดตัวเองลงชั่วคราว และเป็นอาการหลับในนั่นเอง

ตามปกติแล้วใน 1 วัน เราควรนอนหลับ อย่างน้อย 5 ชั่วโมง และถ้าจะให้ดีสุดก็ประมาณ 8- 10 ชั่วโมง เราจึงจะตื่นขึ้นมาพร้อมความสดชื่น แต่แน่นนอน เราสามารถหลีกเลี่ยงอาการหลับใดได้และ เรามีวิธีมาฝากกัน

1. นอนให้พอ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการนอน ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพักผ่อนของมนุษย์ และถ้าหากไม่อยากหลับในต้องนอนให้พอ การนอนนั้น หมายถึงเรานอนบนที่นอน ซึ่งควรจะพักผ่อน 10 ชั่วโมงเต็ม โดยที่คุณต้องมีการนอนติดต่อกัน 2-3 คืนเป็นอย่างน้อย และเมื่อเรามีการนอนน้อยกว่าปกติคืนละ 2 ชั่วโมง ร่างกายเราก็จะทวงหนีการนอน โดยสมองจะมีสมรรถนะและทำงานช้าลง และมีการวูบหลับช่วงสั้น และหนักมากอาจเป็นอาการหลับในได้

2.นั่งในท่านั่งที่ถูกต้อง อาการง่วงนอนจนหลับในนั่น ส่วนหนึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากท่านั่งในการขับขี่ ที่คนจำนวนมากมักจะชอบเอาความสบายเข้าว่า ออกอาการกึ่งนอนขับรถ …การนั่งในท่าทางที่ผิดนั้น ทำให้เราก่อให้เกิดอาการง่วงนอนได้มากในช่วงขณะขับขี่ โดยเฉพาะเวลาเสี่ยง 12.00-07.00 น. และช่วงบ่ายหลังอาหารเที่ยง เพราะฉะนั้น ถ้าคุณต้องขับรถควรปรับเปลี่ยนท่านั่งขับขี่ให้ถูกต้อง จะอาการหลับในได้

3. น้ำและกาแฟช่วยได้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า กาเฟอีน ที่อยู่ในกาแฟ เป็นตัวกันง่วงที่ดีที่สุด และบางคนก็ติดกาแฟงอมแงม เพราะคิดว่ามันจัช่วยกันง่วงได้ไม่มากก้น้อย การดื่มกาแฟนั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่ผลข้างเคียงคือมันจะทำให้คุณตาค้าง และประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน การทานกาแฟ ควรทานแต่พอดีอย่าหักโหม เพราะอาการหลับในจะเกิดขึ้นได้ฉับพลันเช่นกันถ้าคุณทานมันมากไป

เช่นเดียวกับน้ำคนจำนวนมากรอให้ตัวเองกระหายน้ำดื่มก่อนที่แวะปั้มหาซื้อน้ำทาน การนั่งเป้นระยะเวลานานๆ นั้นจะมีโอกาสสูงที่จะเป็คเส้นเลือดดำอุดตัน ซึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการอ่อนเพลียและช่วยส่งเสริมการหลับในได้ ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดคือ ดื่มน้ำบ่อยๆขณะขับรถจะสามารถช่วยได้ไม่มากก็น้อย

4. งีบหลับ ถ้าหากคุณมีอาการเพลียมากๆ จนง่วง การจอดนอน เป็นทางที่ดีสุด แต่อย่างติดเครื่องนอนล่ะ นั่นก็อาจทำให้คุณตายได้ง่ายๆ เช่นกัน การนอนหลับในรถควรทำเป้นช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้ร่างกายคุณผละจากความเหนื่อยล้า ประมาณสัก 30 นาที อย่านานกว่านั้น เพราะ เมื่อคุณนอนนานกว่านั้น ร่างกายจะหลับจริง และทำให้เวลาตื่นมาขับต่อแล้วไม่สดชื่น

 

4 วิธีที่กล่าวมานั้น สามารถช่วยป้องกันคุณๆหลับในได้ โดยเฉพาะใครที่เตรียมออกเดินทางในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ยังไงก็ขอให้ขับรถปลอดภัยกันทุกคนครับ

 

 

 

เรื่องควรรู้ เมื่อ “มือใหม่“ ออกถนน

ตั้งแต่มีโครงการรถคันแรกเข้ามาในบ้านเรา สิ่งที่หลายคนคงจะสังเกตได้ คือความวุ่นวายของการจราจร ที่ทวีเพิ่มสุงขึ้นเป็นเงาตามตัว ด้วยคนจำนวนมากอาจจะไม่พอใจต่อระบบขนส่งมวลชน แต่สิ่งที่ตามมาไม่แพ้กันคือมือใหม่บนถนน ที่เพิ่มจำนวนดีดตัวสูงขึ้นแบบมากมายในช่วงปีที่ผ่านมา และนำมาสู่ความวุ่นวาย จนบริษัทประกันเล็งจะปรับค่าสินไหมเพิ่มขึ้นในช่วงปีนี้

การขับขี่ของมือใหม่ เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก ยิ่งกับการออกสู่ถนนครั้งแรกของพวกเขา แม้การฝึกหัดโดยอาจารย์ฝึกสอนขับรถ จะช่วยให้หลายคนมั่นใจในมือตัวเองมากยิ่งขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มือใหม่ ก็คือมือใหม่อยู่ดี และ ถ้าวันนี้คุณคือคนที่กำลังเพิ่งหัดขับรถและพร้อมแล้วกับขับขี่ และ อยากจะออกสู่ถนน เรามีเรื่องที่จะมาแนะนำในการขับขี่ ที่ควรทราบก่อนจะออกผจญโลกแห่งความเป็นจริงที่วุ่นวาย ที่เรียกว่า “ถนน”

1.     อย่าบอกว่าเป็นมือใหม่ หลายคนคิดว่าการติดสติ๊กเกอร์ มือใหม่หัดขับ… หรือสร้างสัญญะว่า “มือใหม่หัดขับ” จะช่วยให้หลายคนหลีกเลี่ยงและลดพฤติกรรมเสี่ยงที่เกิดจากตัวเองในการกระทำความผิดบนถนนได้ ที่จริงแล้วมันไม่ได้ช่วยอะไรอย่างที่คิดมาก แถมการบอกให้คนอื่นรู้อาจจะเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่กลับกันมันจะทำให้คุณไม่รู้จักสังคมถนนที่แท้จริงและทำให้ต้องใช้เวลามากในการปรับตัว

2.     หาคนไปด้วย คงจะต้องบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญในการขับขี่ออกถนนครั้งแรก คือหาคนที่มีความชำนาญในการขับขี่ไปด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงคือหลายคนหลีกเลี่ยง แต่ที่จริงมือใหม่ต้องการคนที่นั่งไปเป็นเพื่อน ซึ่งจะช่วยให้ลดความกังวลในกรณีฉุกเฉินและช่วยให้มั่นใจยิ่งขึ้นในการขับขี่

3.     เรียนรู้มารยาท หลายครั้งที่โรงเรียนสอนแต่กฏหมายจราจร สัญญาณ บลา…บลา…บลา แต่ที่พวกเขาแทบไม่เคยสอน หรือสอนน้อยมาก คือ มารยาทในการขับขี่รถ ซึ่งเป็นเรื่องจริยธรรมในการขับขี่ที่ไม่มีในแง่กฏหมายจราจร เรื่องมารยาทนั้นมีมากมาย แต่มือใหม่ทั้งหลายสามารถสังเกตได้ บางเรื่องเช่น การขับช้า ควรจะชิดซ้าย ,หรือจะเป็นการให้สัญญาณทุกครั้งที่จะเลี้ยวรถ ถือเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาให้ดี คุณอาจจะขับไปศึกษาไปก็ได้ หรือลองอ่านตามสังคมออนไลน์ ตามเว็บบอร์ด แต่เมื่อรู้แล้วควรจะนำมาใช้ไม่ใช่ละเลยมัน เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

4.     ใช้สัญญาณเตือน … ด้วยความเป็นมือใหม่ หลายคนมองว่าเราควรจะขับนิ่งๆไปเรื่อยๆ อย่าไปเถียงยุ่งกับคนอื่นเป็นความคิดที่ดี แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะการใช้สัญญาณเตือนไม่ว่า แตร หรือการกระพริบไฟ ก็ช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้ไม่มากก็น้อย

5.     อย่าขับจี้เกินไป ในช่วงที่ขับรถแรกๆ ทางที่ดีคุณควรจะขับรถให้ห่างเขาไว้ โดยกะระยะให้ห่างจากคันหน้า 2 วินาที ส่วนหนึ่ง มันจะทำให้คุณปลอดภัยจากเพื่อนร่วมทางมากขึ้น หากเขาต้องเบรกกะทันหันในระหว่างที่คุณขับขี่

6.     ห้ามขับกลางคืนและช่วงฝนตก ในช่วงแรกของการขับขี่บนถนนมัน 2 สถานการณ์ที่ควรหลีกเลี่ยงไปก่อนที่คุณจะมีความชาญในการขับขี่มากขึ้น ข้อแรกคือการขับรถกลางคืน เพราการขับรถกลางคืนจะมีความแตกต่างจากกลางคัน คนหลายคนจะมีการเคารพกฏจราจรน้อยลง ทำให้มีอันตรายมากยิ่งขึ้น ส่วนอีกสถานการณ์นั้นคือในเวลาฝนตก เนื่องจากถนนที่ลื่นและทัศนวิสัยที่ไม่ดี อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ถ้าคุณยังควบคุมรถได้ไม่ดีเท่าที่ควร

 

ทั้ง 6 ข้อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่คุณจะต้องเรียนรู้เมื่อออกถนนครั้งแรกๆ และแม้คุณสามารถขับรถได้ แต่การขับรถอย่างรับผิดชอบด้วยความปลอดภัยสูงสุด ถือเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติเพื่อรักษาตัวรอดจากการเกิดอุบัติเหตุ

 

 

 

 

 

น้ำมันเครื่องสำคัญแค่ไหน ??

สิ่งที่เราต้องเปลี่ยนบ่อยที่สุดในอายุการใช้งานของรถยนต์คันหนึ่ง สิ่งนั้นคือน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ที่ผมอยากจะกล่าวถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าลูกค้าที่เข้ามาเปลี่ยนน้ำมัน เครื่องที่ศูนย์บริการของเรามักจะไม่แน่ใจว่าจะเลือกน้ำมันเครื่องอย่างไรดี ส่วนใหญ่นั้นมักจะเลือกจากยี่ห้อเป็นหลัก ซึ่งทำให้น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์บางยี่ห้อที่มีคุณภาพดีๆถูกมองข้ามไป อย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะยี่ห้อของคนไทยเอง เริ่มด้วยการอธิบายหน้าที่ของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์กันก่อนนะครับ
1. หน้าที่ในการหล่อลื่น
โดยน้ำมันหล่อลื่นจะเคลือบชิ้นส่วนโลหะในเครื่องยนต์ในลักษณะเป็นฟิล์ม เคลือบอยู่ที่ผิวโลหะ เพื่อช่วยลดการสัมผัสกันโดยตรงของชิ้นส่วนโลหะ โดยความหนาของฟิล์มนั้นขึ้นอยู่กับความหนืดของน้ำมันเครื่อง

2. หน้าที่ในการระบายความร้อน
ในช่วงที่เครื่องยนต์กำลังทำงานนั้นจะเกิดความร้อนขึ้นบริเวณรอบๆฝาสูบ รอบๆกระบอกสูบ ลูกสูบ ข้อเหวี่ยงและ ชิ้นส่วนภายในต่างๆ ปั๊มน้ำมันเครื่องจะส่งน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ เมื่อน้ำมันเครื่องไหลกลับก็จะพาเอา ความร้อนกลับลงไปสู่อ่างน้ำมันเครื่องด้วย จึงเป็นการระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์อีกทางหนึ่ง

3. หน้าที่ในการป้องกันสนิมและการกัดกร่อน
การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความชื้นและไอน้ำ เป็นสาเหตุให้เกิดสนิมกับชิ้นส่วนต่างๆ ขณะเดียวกัน  การเผาไหม้เชื้อเพลิงก็ทำให้เกิดกรดกำมะถัน ซึ่งสามารถกัดกร่อนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ให้สึกหรอได้ น้ำมันเครื่องมีหน้าที่ทำให้ไอน้ำและกรดกำมะถันเจือจางลงซึ่งช่วยป้องกัน สนิมและการกัดกร่อนได้

4. หน้าที่ในการป้องกันการรั่วของกำลังอัด
น้ำมันเครื่องที่มีลักษณะเป็นฟิล์มจะช่วยเคลือบผนังกระบอกสูบ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการรั่วของกำลังอัดภายใน
กระบอกสูบที่จะไหลผ่านระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบลงสู่ห้องแคร้งของเครื่องยนต์

5. หน้าที่ในการทำความสะอาด
การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดเขม่าและผงโลหะ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันภายในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้
เพราะฉะนั้นน้ำมันเครื่องมีหน้าที่ชะล้างเขม่าและป้องกันการรวมตัวกันของผงโลหะที่อาจทำให้เกิดการอุดตันได้

ความสำคัญกับการเลือกน้ำมันเครื่อง พอจะแนะวิธีการเลือกใช้น้ำมันเครื่องในเบื้องต้นดังนี้

1. เลือกจากชนิดของน้ำมันเครื่อง คือการเลือกโดยดูจากพื้นฐานของน้ำมันเครื่องว่าเป็นชนิดไหน ซึ่งจะมีผลกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่อง โดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 3 ชนิด ดังนี้
1.1 น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา
1.2 น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์
1.3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์

โดยข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดนี้ก็คือโครงสร้างของโมเลกุลในตัวน้ำมันเครื่องที่มีการยึดตัวเกาะกัน
โดยการยึดตัวของอะตอมที่ต่างกันทำให้น้ำมันเครื่องสามารถคงความหนืดและ ลักษณะการเป็นฟิล์มได้นานต่างกัน  สรุปง่ายๆว่าข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดก็คือระยะเวลาในการ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นเอง

โดยระยะเวลาของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้นอาจแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับ ลักษณะการใช้รถยนต์ของแต่ละท่าน เช่น บางท่านอาจวิ่งทางไกลอย่างเดียวซึ่งไม่ค่อยพบกับการจราจรที่ติดขัด ระยะเลขกิโลเมตรที่หน้าปัทม์ของรถท่านก็อาจตรงกับระยะทางที่ท่านวิ่งจริงๆ  ท่านสามารถเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามที่กำหนดไว้หรือมากกว่าได้ แต่ผู้ที่พบการจราจรที่ติดขัดอยู่เป็นประจำ แม้รถของท่านจะไม่ได้วิ่งแต่เครื่องยนต์ของก็ทำงานตลอดเวลา จึงควรจะเปลี่ยนเร็วกว่าที่กำหนดไว้สักนิด

2. เลือกจากเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง คือการเลือกโดยดูจากเกรดคุณภาพที่เกิดจากการทดสอบคุณสมบัติด้านต่างๆของ น้ำมันเครื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพและประสิทธิภาพเกือบทุกด้านของน้ำมันเครื่อง โดยสถาบันที่ได้รับการยอมรับจากผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลกให้เป็นผู้ทดสอบคือ สถาบัน API ที่ย่อมาจาก AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE โดยAPI จะแบ่งเกรดคุณภาพเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซินซึ่งตามหลังอักษรย่อ API โดยจะใช้ตัวอักษร S
(STATION SERVICE-SPARK IGNITION) นำหน้าตัวอักษรย่อที่บ่งบอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องซึ่งเริ่มจากตัวอักษร A ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพต่ำสุดจากนั้นจึงไล่ตามตัวอักษรไปเรื่อยๆ  คือ B, C, D, E, F, G, H,J และ Lเช่น API SG, API SJ, API SL  และ API SM  ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน เราสามารถดูเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่แสดงไว้บนฉลากข้างแกลลอน

กลุ่มที่ 2 คือเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งตามหลังอักษรย่อ API โดยจะใช้ตัวอักษร C (COMMERCIAL SERVICE-COMPRESSION IGNITION) นำหน้าตัวอักษรย่อ ที่บ่งบอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องซึ่งเริ่มจากตัวอักษร A ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพต่ำสุดจากนั้นจึงไล่ตามตัว  อักษรไปเรื่อยๆคือ B, C,D, E, F, G, Hและ I เช่น API CF, API CG-4, API CH-4และ API CI-4  (เลข 4 ที่ตามหลังหมายถึง เน้นใช้สำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ)

ตามความเป็นจริงแล้วทั้งน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ ดีเซลนั้น สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลได้ แต่จะมีความเหมาะสมกับเครื่องยนต์แต่ละชนิดต่างกัน หากน้ำมันเครื่องชนิดไหนที่เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซิน ทางสถาบัน API จะนำเกรดคุณภาพที่เหมาะสมมา ไว้ข้างหน้าเช่น น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์เบนซินจะมีเกรดคุณภาพดังนี้ API SL/CF หรือน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ดีเซลก็จะมีเกรดคุณภาพดังนี้ API CH-4/SJ ซึ่งหมายความว่าเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องดีเซลชนิดนี้เทียบเท่ากับเกรด คุณภาพของน้ำมันเครื่องเบนซินในเกรดคุณภาพ SJ นั่นเอง ส่วนที่แตกต่างกันของน้ำมันเครื่องทั้ง 2 เกรดคุณภาพคือ ส่วนประกอบอื่นๆของน้ำมันเครื่องเช่นสารเพิ่มคุณภาพ (ADDITIVES) ซึ่งเหมาะกับเครื่องยนต์ที่ต่างชนิดกัน ในปัจจุบันผมแนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพสูงสุดหรือใกล้เคียงเกรด คุณภาพสูงสุดอยู่เสมอ ถึงแม้ราคาจะแพงกว่าเกรดที่ต่ำกว่าแต่ก็คุ้มค่ากว่าเช่นกัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคาของน้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ ต่ำกับเกรดคุณภาพสูงสุดนั้นราคาก็ต่างกันไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง

3. เลือกจากเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่อง ความหนืดของน้ำมันเครื่องจะเกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียน ของน้ำมันเครื่อง ซึ่งเกรดความหนืด คืออัตราการไหลของปริมาณต่อขนาดและความยาวของรู ต่อหน่วยเวลา ณ อุณหภูมิหนึ่ง เช่น น้ำมัน 60 ซี.ซี ไหลผ่านรูขนาด 12.25 มิลลิเมตร ณ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส  ส่วนหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในการวัดเกรดความหนืดก็คือสมาคม วิศวกรรมยานยนต์หรือ SAE (SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS) โดยเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องจะแสดงเป็นอักษรย่อ SAE แล้วตามด้วยเกรดความหนืดเป็นตัวเลข เช่น 5,10,15,30,40 และ 50 เป็นต้น โดยตัวเลขยิ่งมาก ความหนืดก็จะสูงตามไปด้วยเช่น SAE 10W-50 จะมีความหนืดมากกว่า SAE 5W-40 ซึ่งการวัดเกรดความหนืดจะแบ่งเป็นการวัดที่ 2 อุณหภูมิที่แตกต่างกัน

1. วัดที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขเกรดความหนืดจะตามด้วยอักษร W (WINTER) เช่น 5W, 10W

2. วัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขเกรดความหนืดจะเป็นตัวเลขอย่างเดียวเช่น 30, 40, 50

การเลือกน้ำมันในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศร้อนให้ดูที่ตัวเลขตัวหลังสุดที่ไม่มีตัวอักษรนำหน้าอย่างเดียวก็พอ
เพราะประเทศไทยไม่มีอุณหภูมิติดลบจึงไม่มีความจำเป็นต้องดูตัวเลขที่มีตัวอักษร W ตามหลัง

ส่วนการเลือกเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องนั้น ให้ดูจากคู่มือประจำรถยนต์ หากไม่ทราบเกรดความหนืดที่แน่นอนให้ใช้เกรดความหนืด 40 หากเครื่องยนต์มีอาการกินน้ำมันเครื่องให้เปลี่ยนเป็นเกรดความหนืด 50

ปัจจัยอื่นๆในการเลือกเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องก็คืออุณหภูมิของอากาศ และสภาพความหลวมของชิ้นส่วน ในเครื่องยนต์ หากอากาศภายนอกเย็นหรือเครื่องยนต์เย็น น้ำมันเครื่องควรใสและไหลง่าย เพื่อหล่อลื่นและปกป้องชิ้นส่วนของเครื่องยต์ขณะสตาร์ทและใช้งาน หากเครื่องยนต์ร้อนแล้วน้ำมันเครื่องใสเกินไป ชั้นเคลือบหรือฟิล์มจะบางเกินไปและไม่สามารถปกป้องชิ้นส่วนเครื่องยนต์จาก การสึกหรอได้ หากเครื่องยนต์ผ่านการใช้งานมามาก  และเครื่องยนต์เริ่มหลวมก็ควรเลือกน้ำมันที่มีเกรดความหนืดมากขึ้น จากมาตรฐานที่กำหนดในคู่มือรถยนต์ สักหน่อยเช่นจาก 40 เป็น 50 เพราะชั้นเคลือบหรือฟิล์มที่หนาขึ้น สามารถเข้าไปอุดช่องว่างที่เกิดจากการ สึกหรอของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ในส่วนนี้สามารถช่วยป้องกันกำลังอัดรั่วไหลของ เครื่องยนต์ที่เกิดจากช่องว่างระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบได้อีกทางหนึ่ง ด้วย ซึ่งทำให้เครื่องยนต์มีสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย ส่วนท่านที่ใช้น้ำมันเครื่องยี่ห้อของผู้ผลิตรถยนต์มาตลอดแล้วอยากเปลี่ยนก็ สามารถทำได้ โดยเลือกน้ำมันที่มีเกรดคุณภาพและเกรดความหนืดเท่ากัน ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้แล้วครับ บางทีท่านอาจได้ใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิมอีกด้วย

 

ใส่ใจสักนิดกับเรื่องสลับยางรถยนต์

จะว่าไปแล้วยางรถยนต์ก็เป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่ถือว่าสำคัญมากที่ควรเอาใจใส่และดูแลมันเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะการสลับยางรถยนต์ เป็นสิ่งที่จะยืดอายุการใช้งาน รวมทั้งใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของรถยนต์ เราสามารถเลือกที่จะสลับยางรถยนต์ด้วยตนเองได้

โดยปกติคุณสามารถตรวจได้ว่ายางรถยนต์ของคุณควรทำการสลับยางรถยนต์ทุกกี่กิโลเมตรจากคู่มือรถของคุณ แต่หากไม่มี คุณอาจทำการสลับทุก 10,000 กิโลเมตรสำหรับรถทั่วไป และ 4,000 กิโลเมตรสำหรับรถขับเคลื่อนสี่ล้อรถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอแตกต่างกัน

รถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอแตกต่างกัน การสลับยางรถยนต์นั้นมีเหตุผล เพื่อให้การสึกหรอของดอกยางรถยนต์ในส่วนของล้อด้านหน้าและล้อด้านหลัง มีการสึกหรอที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง หรือรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งรถแต่ละประเภท จะมีการสึกหรอของยางที่แตกต่างกันไป ตามการขับเคลื่อนของล้อ

รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า (FRONT WHEEL DRIVE) ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนของรถ การสึกหรอของยางรถยนต์ในคู่หน้าจะมีมากกว่ายางรถยนต์คู่หลังโดยเฉลี่ย 2-3 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากภาระต่าง ๆ จะตกอยู่ที่ด้านหน้าเป็นส่วนมาก ทั้งระบบขับเคลื่อนให้ล้อเสียดสีกับพื้นถนนขับเคลื่อนไปข้างหน้า การบังคับทิศทางการเลี้ยวก็ตกอยู่ที่ด้านหน้า รวมถึงการเบรกหยุดความเร็วรถ

หากไม่ทำการสลับยางรถยนต์ตามกำหนดระยะเวลา ผลที่จะตามมาคือ เรื่องของการสึกหรอของยางรถยนต์ทั้ง 4 เส้นจะไม่เท่ากัน และจะส่งผลไปถึงเรื่องของการผิดปรกติของศูนย์รถที่ไม่สมดุล นอกจากนี้ การสึกหรอของยางรถยนต์ที่ไม่เท่ากันมาก ๆ เรื่องของการเบรกดึงซ้ายหรือดึงขวาไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็เกิดจากสาเหตุของยางรถยนต์ประการหนึ่งเช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้หากเกิดขึ้นขณะใช้ความเร็วสูง ๆ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

(รูปที่ 1) การสลับยางรถยนต์ที่ดี ควรทำการสลับยางรถยนต์ทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร โดยในการสลับยางรถยนต์ครั้งแรกจะทำการสลับยางรถยนต์ในลักษณะเปลี่ยนยางรถยนต์จากล้อหลังมาไว้ล้อหน้า และเปลี่ยนยางรถยนต์จากล้อหน้าไปไว้ล้อหลัง ซึ่งในการเปลี่ยนสลับยางรถยนต์จะทำการสลับเป็นฝั่งไป คือ ยางรถยนต์หน้าฝั่งซ้าย สลับกับยางรถยนต์หลังฝั่งซ้าย และยางรถยนต์หน้าฝั่งขวา สลับกับยางรถยนต์หลังฝั่งขวา

ที่สำคัญ หลังการสลับยางรถยนต์เสร็จสิ้นใน 10,000 กิโลเมตรแรก ควรทำการถ่วงล้อทั้ง 4 ล้อ ตรวจเช็กสภาพของผ้าเบรกว่าอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ปรกติ ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่อง ตรวจวัดระดับน้ำมันเบรกในกระปุกปั๊ม ตรวจสอบช็อกแอบซอร์เบอร์ และลูกหมาก ทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ตรวจเช็กศูนย์ล้อ รวมถึงเรื่องของการอัดจาระบีดุมล้อ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของระบบช่วงล่าง

(รูปที่ 2) หลังจากใช้งานยางรถยนต์ต่อไปจนถึง 20,000 กิโลเมตร หรือครบรอบอีก 10,000 กิโลเมตร

การสลับยางรถยนต์ครั้งนี้ จะแตกต่างจากการสลับยางรถยนต์ใน 10,000 กิโลเมตรแรก ซึ่งวิธีการสลับยางจะเป็น ลักษณะไขว้ โดยจะทำการเปลี่ยนยางรถยนต์ล้อขวาหน้าไปไว้ล้อหลังซ้าย ยางรถยนต์ล้อหลังซ้ายสลับแทนที่ยางรถยนต์ล้อหน้าขวา ส่วนยางรถยนต์ล้อหน้าซ้ายจะเปลี่ยนสลับกับยางรถยนต์ล้อหลังขวา

ซึ่งในการเปลี่ยนสลับยางรถยนต์ครั้งนี้ สิ่งที่ต้องสังเกต คือ ทิศของหน้ายางรถยนต์ หรือลูกศรบอกตำแหน่งของยางรถยนต์อยู่ในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ในกรณีที่สลับยางรถยนต์แล้วลายดอกยางย้อนศร อันนี้ต้องให้ร้านยางรถยนต์ทำการกลับด้านยางรถยนต์ให้ถูกต้อง
*** หลังจากนั้นให้ทำการตรวจเช็กร่วมเช่นเดียวกับ 10,000 กิโลเมตรแรก ในทุกครั้งที่ทำการสลับยางรถยนต์

(รูปที่ 3) เมื่อเข้าถึง 30,000 กิโลเมตร การสลับยางรถยนต์จะเป็นดังเช่นการสลับยางรถยนต์ในครั้งแรกสลับยางรถยนต์ล้อหน้าซ้ายไปไว้ล้อหลังซ้าย และล้อหน้าขวาสลับยางรถยนต์กับล้อหลังขวา เหตุผลที่ต้องทำการสลับยางรถยนต์ในลักษณะเช่นนี้ เพื่อให้ยางรถยนต์ทั้ง 4 เส้นมีการสึกหรอที่เท่าเทียมกัน เนื่องจากยางรถยนต์ทั้ง 4 เส้นมีการสลับครบทุกด้าน ซึ่งยางรถยนต์แต่ละล้อจะรับภาระที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ยางรถยนต์หน้าขวา นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนรถให้เลื่อนไหล ล้อหน้าขวาจะอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับด้านคนขับ ภาระที่เพิ่มขึ้น คือ เรื่องของการรับน้ำหนักคนขับพ่วงเข้าไปด้วย เป็นต้น

(รูปที่ 4) เมื่อถึง 40,000 กิโลเมตร การสลับยางรถยนต์ก็จะเป็นดังเช่น การสลับยางรถยนต์ในช่วง 20,000 กิโลเมตร ที่จะทำการสลับยางในลักษณะไขว้กัน โดยยางรถยนต์ล้อหน้าขวาจะสลับกับยางรถยนต์ล้อหลังซ้าย ยางรถยนต์ล้อหลังซ้ายก็เปลี่ยนสลับแทนที่ยางรถยนต์หน้าขวา และยางรถยนต์ล้อหน้าซ้ายเปลี่ยนสลับกับยางรถยนต์ล้อหลังขวา ยางรถยนต์ล้อหลังขวาก็เปลี่ยนไปแทนที่ยางรถยนต์ล้อหน้าซ้าย หลังจากนั้นก็ให้ทำการตรวจเช็กหน้ายางรถยนต์ว่าย้อนศรหรือไม่

ในกรณีที่ไม่ทราบว่าใส่ยางรถยนต์ย้อนศรหรือไม่ วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ ให้สังเกตที่แก้มยางรถยนต์ในบางรุ่นจะมีลูกศรชี้บอกทิศของการใส่ยางรถยนต์ไปด้านหน้า และในกรณีที่ยางรถยนต์ไม่มีลูกศรบอกทิศ ให้สังเกตที่วันผลิตซึ่งจะบอกไว้ที่แก้มยางรถยนต์  ให้ด้านตัวเลขบอกวันผลิตของยางรถยนต์หันออกด้านนอกเสมอ นั่นคือ ด้านยางที่ถูกต้อง

 

 

GCLUB คาสิโนออนไลน์ เล่นไพ่ออนไลน์